๑๓๘
โดยนั
ยนี
้
ประเพณี
บุ
ญกํ
าฟ้
าจึ
งเป็
นส่
วนหนึ
่
งของเงื
่
อนไขของการใช้
ประวั
ติ
ศาสตร์
และวั
ฒนธรรมในการสร้
างสํ
านึ
กความเป็
นปึ
กแผ่
น พร้
อมทั
้
งการอธิ
บายว่
าตนเอง
แตกต่
างกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
อื
่
นอย่
างไร ภายใต้
ความรู
้
สึ
กในอดี
ตที
่
ว่
าความเป็
นกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
พวนไม่
มี
ความมั
่
นคงและถู
กลดบทบาทลงจากการสู
ญเสี
ยเอกลั
กษณ์
ความเป็
นคนพวนในอดี
ต
๒) ความเป็
นอื่
นทางสั
งคม วั
ฒนธรรม และกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
ไม่
เพี
ยงแต่
การสร้
างความเป็
นอื
่
นของชาวพวนผ่
านประวั
ติ
ศาสตร์
เท่
านั
้
น งาน
ประเพณี
บุ
ญกํ
าฟ้
ายั
งถู
กอธิ
บายในฐานะความเป็
นอื
่
นทางสั
งคม วั
ฒนธรรม ตลอดจนกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
อี
กด้
วย ทั
้
งในด้
านบุ
คลิ
กภาพคนพวนที
่
“...ไทยพวนมี
บุ
คลิ
กลั
กษณะค่
อนข้
างดี
มี
ผิ
วพรรณใสสะอาด
มี
ภาษาพู
ดเป็
นของตั
วเอง เป็
นภาษาถิ
่
นที
่
ไพเราะติ
ดหู
พู
ดจาเนิ
บๆ ไม่
รวดเร็
ว มี
ประเพณี
เป็
น
เอกลั
กษณ์
ของตนเอง เป็
นผู
้
ร ั
กความสงบ ไม่
เป็
นพิ
ษเป็
นภั
ยต่
อใคร...”
(ไชยวั
ฒน์
สุ
คั
นธวิ
ภั
ติ
,
๒๕๕๑ : สั
มภาษณ์
) และสภาพสั
งคมของชาวพวนที
่
“...
คนพวนนี
่
ไม่
มี
รบกั
นฆ่
ากั
น เขาจะสามั
คคี
กั
น
ไปไหนมาไหน สมมติ
ว่
ามี
คนป ่
วยเขาก็
จะไปเยี
่
ยมกั
น จนนายแพทย์
ตกใจ ทํ
าไมมากั
นเยอะ แล้
วถ้
า
มี
ศพตาย ไม่
ต้
องบอก เขาจะไปเยี
่
ยมศพ พร้
อมข้
าวของ ... แล้
วการสร้
างบ้
านไม่
ต้
องจ้
าง เขาจะขอ
แรง คนนี
้
สร้
างเขาก็
จะมาช่
วยกั
นทํ
า ... อยู
่
แบบเอาแรงกั
น เกี
่
ยวข้
าวก็
ช่
วยกั
น...”
พระครู
เมตตานุ
ศาสน์
(บุ
ญช่
วย จิ
ตฺ
ตป�ฺ
โย), ๒๕๕๑ : สั
มภาษณ์
)
ข้
อมู
ลจากการสั
มภาษณ์
ข้
างต้
น ชี
้
ให้
เห็
นว่
าในพื
้
นที
่
วิ
จั
ยได้
มี
ความพยายาม
อธิ
บายตั
วตนและสั
งคมพวนว่
าแตกต่
างจากสั
งคมอื
่
น ขณะเดี
ยวกั
นยั
งได้
อธิ
บายว่
าประเพณี
บุ
ญกํ
า
ฟ้
าเป็
นของกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
พวนอั
นมี
นั
ยยะของความแตกต่
างจากประเพณี
ของกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
อื
่
นๆ เห็
น
ได้
จาก “...
กํ
าฟ้
าเป็
นประเพณี
สํ
าคั
ญประเพณี
หนึ
่
งของชาวไทยพวน ที
่
ปฏิ
บั
ติ
ติ
ดต่
อกั
นมาเป็
นเวลาช้
า
นาน
...” อย่
างไรก็
ดี
พบว่
านอกเหนื
อจากการอธิ
บายว่
าประเพณี
บุ
ญกํ
าฟ้
ามี
การสร้
างความเป็
นอื
่
นทาง
วั
ฒนธรรมแล้
ว ยั
งพบว่
าแม้
ในการจั
ดงานประเพณี
บุ
ญกํ
าฟ้
าในพื
้
นที
่
วิ
จั
ยยั
งมี
การสร้
างความเป็
นอื
่
น
ในเชิ
งความดั
้
งเดิ
มกว่
าที
่
อื
่
นด้
วย เห็
นได้
จากการสั
มภาษณ์
ชาวพวนอํ
าเภอพรหมบุ
รี
ที
่
พบว่
า
“...แต่
ประวั
ติ
เดิ
มต้
องมี
ข้
าวจี
่
ด้
วยถึ
งจะเป็
นกํ
าฟ้
า คื
อเป็
นไทยพวนแท้
คื
อมี
หมู
่
บ้
านนี
้
ทํ
าหมู
่
บ้
านเดี
ยวที
่
ยั
ง
ทํ
าข้
าวจี
่
อยู
่
...”
(บุ
ญรอด ขุ
นอ่
อน, ๒๕๕๑ : สั
มภาษณ์
) ขณะที
่
ชาวพวนบ้
านหาดเสี
้
ยวกล่
าวถึ
งการ
จั
ดงานประเพณี
บุ
ญกํ
าฟ้
าในพื
้
นที
่
อื
่
นๆ ว่
า
“...เขาทํ
าวั
นเดี
ยวไง ทํ
าใหญ่
วั
นเดี
ยว พร้
อมกั
บงาน
กาชาดของเขา เขาทํ
ากํ
าฟ้
ากาชาดไปเลย แต่
เขาไม่
ได้
มาตรงวั
น ๓ คํ
่
าคื
อเขาไม่
ได้
ยึ
ดแต่
ว่
าเรายึ
ด..”.
(สาธร โสร ั
จประสพสั
นติ
, ๒๕๕๐: สั
มภาษณ์
)
โดยนั
ยนี
้
ภายใต้
การนํ
าเสนอภาพความสามั
คคี
กลุ
่
มเกลี
ยวของชาวพวนผ่
าน
ประเพณี
บุ
ญกํ
าฟ้
าอั
นเป็
นการตอบสนอง
“หน้
าที
่
ใหม่
”
ของสถาบั
นทางสั
งคม
(
นิ
ธิ
เอี
ยวศรี
วงศ์
,
๒๕๔๕
:
เว็
บไซต์
)
แต่
การสร้
างความเป็
นอื
่
นข้
างต้
นยั
งสะท้
อนให้
เห็
น
วาทกรรมที
่
แสดงความเป็
นอื
่
น
เพื
่
อสร้
างอั
ตลั
กษณ์
ของงานประเพณี
บุ
ญกํ
าฟ้
าของแห่
งหนึ
่
งให้
โดดเด่
นกว่
าอี
กแห่
งหนึ
่
ง (อภิ
ญญา
เฟื
่
องฟู
สกุ
ล, ๒๕๔๖ : ๖๙–๑๐๐) อั
นแสดงให้
เห็
นว่
าแม้
การนํ
าเสนออั
ตลั
กษณ์
ความเป็
นคนพวนทั
้
ง