๑๓๓
ข้
อมู
ลจากพื
้
นที
่
วิ
จั
ยทั
้
ง ๓ แห่
งสามารถพิ
จารณาได้
ว่
าบทบาทในการจั
ดงานขึ
้
นอยู
่
กั
บความ
ร่
วมมื
อระหว่
างชมรมไทยพวนและร ั
ฐ ขณะที
่
เงื
่
อนไขการเข้
ามากํ
าหนดทิ
ศทางของงานมี
ความ
หลากหลายทั
้
งการอนุ
ร ั
กษ์
วั
ฒนธรรมที
่
ถู
กกํ
าหนดว่
าเป็
นเอกลั
กษณ์
ของชาวพวน การแสดงความ
เป็
นอั
นหนึ
่
งอั
นเดี
ยวกั
นของชาวพวน การสอดคล้
องกั
บยุ
ทธศาสตร์
การพั
ฒนาการท่
องเที
่
ยวของ
จั
งหวั
ด กระทั
่
งถึ
งการเป็
นฐานะเสี
ยงของนั
กการเมื
อง โดยนั
ยนี
้
จึ
งไม่
อาจด่
วนสรุ
ปได้
ว่
างานประเพณี
บุ
ญกํ
าฟ้
าในพื
้
นที
่
วิ
จั
ยทั
้
ง ๒ แห่
งเกิ
ดขึ
้
นเพื
่
อรองร ั
บนั
กท่
องเที
่
ยวเพี
ยงอย่
างเดี
ยว เนื
่
องจากในพื
้
นที
่
วิ
จั
ยทั
้
ง ๒ แห่
งปรากฏนั
กท่
องเที
่
ยวจํ
านวนน้
อยและบางแห่
งไม่
ได้
จั
ดงานเลย หากแต่
เป็
นส่
วนหนึ
่
ง
ของกระบวนการสร้
างความเป็
นอื
่
น (Otherness) ภายใต้
การมี
ประวั
ติ
ศาสตร์
และวั
ฒนธรรมพวนชุ
ด
เดี
ยวกั
นเพื
่
อการ
ต่
อรอง
(Negotiation)
กั
บร ั
ฐให้
เกิ
ดการยอมร ั
บด้
วยวิ
ธี
การต่
างๆ นั
บตั
้
งแต่
การแยก
จั
ดประเพณี
บุ
ญกํ
าฟ้
าต่
างหาก การผลิ
ตวาทกรรม
“ความเป็
นคนพวน” ดั
งนั
้
นการที
่
บางเทศบาลไม่
ช่
วยเหลื
อในการจั
ดงานจึ
งไม่
ใช่
คนพวน การสร้
างความกลมกลื
นเป็
นอั
นหนึ
่
งอั
นเดี
ยวกั
บร ั
ฐ การผลิ
ต
วาทกรรม (
Discourse
) ชุ
ดหนึ
่
งที
่
บอกเล่
าถึ
งชาวพวนตั
วอย่
างที
่
ประสบความสํ
าเร็
จในการร ั
บราชการ
เช่
น พล.อ. สายหยุ
ด เกิ
ดผล หรื
อ ศ. พิ
เศษประหยั
ด พงษ์
ดํ
า การเป็
นฐานเสี
ยงให้
กั
บนั
กการเมื
อง
กระทั
่
งถึ
งความคิ
ดที
่
จะส่
งชาวพวนเพื
่
อเลื
อกตั
้
งเป็
นนายกเทศมนตรี
ไม่
พี
ยงแต่
ร ั
ฐเท่
านั
้
นที
่
มี
บทบาทในในการจั
ดงานประเพณี
บุ
ญกํ
าฟ้
า ในบริ
บทการเป็
นกิ
จกรรม
ท่
องเที
่
ยวแสดงให้
เห็
นว่
าชมรมไทยพวนมี
ความเกี
่
ยวพั
นกั
บการประดิ
ษฐ์
ประเพณี
(Traditional
Invention) เพื
่
อสร้
างแบบแผนใหม่
ให้
แก่
ประเพณี
บุ
ญกํ
าฟ้
า (นิ
ธิ
เอี
ยวศรี
วงศ์
, ๒๕๔๕ : เว็
บไซต์
) ไม่
ว่
าจะเป็
นการจั
ดแสดงภาพยนตร์
การแสดงลิ
เก การจั
ดประกวดธิ
ดากํ
าฟ้
า ตลอดจนการจั
ดงานพา
แลงที
่
สะท้
อนความเป็
นสั
งคมสมั
ยใหม่
ของชาวพวน (
ธเนศ
อาภรณ์
สุ
วรรณ, ๒๕๔๒ :๗๗–๘๓)
ดั
งนั
้
นจึ
งไม่
แปลกหากงานประเพณี
บุ
ญกํ
าฟ้
าในอํ
าเภอพรหมบุ
รี
ยั
งต้
องมี
การเชิ
ญนั
กดนตรี
โปงลางมา
จากจั
งหวั
ดอุ
บลราชธานี
การนํ
าเข้
าชุ
ดพวนจากหาดเสี
้
ยว การแสดงรํ
าพวนที
่
ปร ั
บปรุ
งโดยวิ
ทยาลั
ย
นาฏศิ
ลป์
แม้
กระทั
่
งการประดิ
ษฐ์
รํ
ากํ
าฟ้
าของครู
ในอํ
าเภอพรหมบุ
รี
เป็
นต้
น ซึ
่
งส่
วนหนึ
่
งไม่
อาจ
ปฏิ
เสธได้
ว่
าการประดิ
ษฐ์
วั
ฒนธรรมใหม่
ในงานประเพณี
บุ
ญกํ
าฟ้
าดั
งกล่
าวส่
วนหนึ
่
งจึ
งเป็
นไปเพื
่
อ
ตอบสนองความพึ
งใจของนั
กท่
องเที
่
ยวนั
่
นเอง (Greenwood, ๑๙๘๙: ๑๗๑–๑๘๕)
ประเด็
นสํ
าคั
ญอี
กประการหนึ
่
งก็
คื
อไม่
ว่
าประเพณี
บุ
ญกํ
าฟ้
าจะถู
กจั
ดภายใต้
บริ
บทการ
ท่
องเที
่
ยวหรื
อไมก็
ตาม สิ่
งเหล่
านี
้
สะท้
อนให้
เห็
นพลั
งอํ
านาจของคนในท้
องถิ่
นต่
อ
การใช้
สิ
ทธิ
กํ
าหนดการใช้
ทร ั
พยากรทางวั
ฒนธรรมด้
วยตนเองอั
นจะนํ
าไปสู
่
แนวโน้
มการที
่
ชาวพวนจะมี
โอกาส
ได้
ร ั
บประโยชน์
หากงานประเพณี
บุ
ญกํ
าฟ้
าถู
กพั
ฒนาขึ
้
นเป็
นกิ
จกรรมการท่
องเที
่
ยว
(นิ
ธิ
เอี
ยวศรี
วงศ์
, ๒๕๓๘ : ๑๓–๑๘) อี
กด้
วย