30
ทางราชการใช้
กระบวนการจั
ดทํ
าแผนพั
ฒนาตํ
าบล 2 แบบ แบบแรก เป็
นการจั
ดการให้
กลุ
่
มผู
้
นํ
า เช่
น
กํ
านั
นและผู
้
ใหญ่
บ้
านเท่
านั
้
นมาร่
างแผนแบบที่
สอง จั
ดให้
ชาวบ้
านทั
้
งหมู
่
บ้
านมาร่
วมกั
นร่
างแผน จาก
ทั
้
งสองกระบวนการนี
้
จะปรากฏผลว่
า ในท้
ายที่
สุ
ดผลลั
พธ์
(product) คื
อ แผนที่
ออกมาจาก
กระบวนการทั
้
ง 2 กระบวนการนั
้
นก็
จะมี
รู
ปร่
างหน้
าตาเหมื
อนกั
น (เพราะชาวบ้
านก็
คิ
ดเหมื
อนหรื
อ
คล้
ายๆ ผู
้
นํ
า)แต่
ทว่
าสิ ่
งที่
แตกต่
างกั
นอย่
างมากระหว่
างกระบวนการทั
้
งสอง ก็
คื
อ ความรู
้
สึ
กมี
ส่
วนร่
วม
ความรู
้
สึ
กว่
าเป็
นเจ้
าของแผนของชาวบ้
านจะแตกต่
างกั
นอย่
างมากนิ
ทานเรื่
องนี
้
สอนให้
ระวั
งว่
า
เรื่
องการสื่
อสารและการมี
ส่
วนร่
วมนั
้
นเป็
นเรื่
องที่
ต้
องพิ
จารณาเรื่
องกระบวนการมากกว่
าตั
วผลลั
พธ์
และประเด็
นสุ
ดท้
ายที่
ควรระวั
งก็
คื
อ เรื่
อง “รู
ปแบบลวงตา เนื
้
อหาลวงใจ” ของเรื่
องการ
สื่
อสารแบบมี
ส่
วนร่
วม ตั
วอย่
างเช่
น รู
ปแบบของการเลื
อกตั
้
งในสั
งคมปั
จจุ
บั
นของไทย ซึ
่
งโดยรู
ปแบบ
แล้
ว จะสร้
างความรู
้
สึ
กให้
คนไทยว่
า “ได้
มี
ส่
วนร่
วมในการกํ
าหนดชี
วิ
ตทางสั
งคม” แล้
ว ทั
้
งๆ ที่
รู
ปแบบ
ดั
งกล่
าวนั
้
น หามี
เนื
้
อหาของการมี
ส่
วนร่
วมอย่
างแท้
จริ
งไม่
ในทางตรงกั
นข้
าม สํ
าหรั
บรู
ปแบบการมา
เดิ
นขบวนประท้
วงหรื
อล่
าลายเซ็
น ซึ
่
งมี
เนื
้
อหาเป็
นการแสดงออกซึ
่
งความรู
้
สึ
กมี
ส่
วนร่
วมอย่
างแท้
จริ
ง
แต่
ทว่
ากลั
บมี
การรั
บรู
้
รู
ปแบบดั
งกล่
าวว่
าไม่
เป็
นประชาธิ
ปไตย เป็
นต้
น
(2.4) การแสวงหา “ช่
องทางประจํ
า” กั
บการสร้
างสรรค์
“ช่
องทางเฉพาะกิ
จ”
เนื่
องจากช่
องทาง / สื่
อเป็
นประดุ
จพาหะหรื
อกล่
องบรรจุ
เนื
้
อหาข่
าวสารถ้
าปราศจากช่
องทาง /
สื่
อ เนื
้
อหาข่
าวสารจะเดิ
นทางจากผู
้
ส่
งสารไปย ั
งผู
้
รั
บสารแบบตั
วเปล่
าเล่
าเปลื
อยไม่
ได้
เช่
น ถ้
าปราศจาก
แผ่
นกระดาษ ข้
อความในจดหมายจะเดิ
นทางไปไม่
ได้
หากไม่
มี
สถานที่
และการกํ
าหนดระยะเวลา
ความหมายต่
างๆ ในการประกอบพิ
ธี
กรรมก็
คงจะเกิ
ดขึ
้
นไม่
ได้
ดั
งนั
้
น “ช่
องทาง” จึ
งเป็
นหั
วใจอี
กห้
อง
หนึ
่
งของการสื่
อสารแบบมี
ส่
วนร่
วม
ในการศึ
กษาเรื่
อง “ช่
องทาง / สื่
อ” นั
้
น นอกเหนื
อจากคุ
ณลั
กษณะ (attribute) ต่
างๆ ของ
ช่
องทาง / สื่
อที่
ได้
กล่
าวมาแล้
ว ในการดํ
าเนิ
นงานการสื่
อสารเพื่
อการพั
ฒนาชุ
มชนนั
้
น คุ
ณลั
กษณะ
ประการหนึ
่
งที่
ควรมี
การสํ
ารวจ /วิ
เคราะห์
อย่
างยิ ่
งในเรื่
องช่
องทาง / สื่
อ ก็
คื
อ เรื่
องลั
กษณะ “ประจํ
า”
หรื
อ “เฉพาะกิ
จ” ของช่
องทางนั
้
นๆ ที่
จะมี
ผลสื
อเนื่
องมาถึ
งเรื่
องหลั
กประกั
นความย ั ่
งยื
นของงานพั
ฒนา
หรื
อของการสื่
อสารเอง ยกตั
วอย่
าง เช่
น จากงานวิ
จั
ยของ อ.ดวงพร ที่
ได้
กล่
าวถึ
งแล้
ว การสื่
อสารใน