27
K. Nair(1993) กล่
าวถึ
งการวิ
เคราะห์
ผู
้
รั
บสารในการสื่
อสารแบบมี
ส่
วนร่
วมว่
าเราจํ
าเป็
นต้
องดู
2 กระบวนการที่
เกิ
ดควบคู
่
กั
น participation process) ใน 2 กระบวนการนี
้
เราจะต้
องพิ
จารณาผู
้
รั
บ
สารใน 2 แง่
มุ
ม แง่
มุ
มแรก ก็
คื
อ ต้
องดู
ว่
าผู
้
รั
บสารมี
การตั
ดสิ
นใจที่
เกิ
ดมาจากการได้
รั
บและได้
ใช้
ข้
อมู
ลข่
าวสารหรื
อไม่
ส่
วนแง่
มุ
มที่
สอง ก็
คื
อมี
การสร้
างโอกาสที่
จะได้
มองเห็
นความต้
องการที่
แท้
จริ
ง
และไปใช้
ความรู
้
ของชาวบ้
านมากํ
าหนดทิ
ศทางของการเปลี่
ยนแปลงชุ
มชนหรื
อไม่
สํ
าหรั
บการวิ
เคราะห์
การทํ
างานเป็
นที
มร่
วมกั
น (teamwork) ซึ
่
งเป็
นรู
ปแบบสํ
าคั
ญของการ
พั
ฒนาแบบประชาชนมี
ส่
วนร่
วม (ซึ
่
งแตกต่
างจากการทํ
างานแบบ “ข้
ามาคนเดี
ยว”(one man show)
Nair กล่
าวว่
า การทํ
างานเป็
นที
มนั
้
นจะมี
2 คื
อ กระบวนการสื่
อสาร (communication process) และ
กระบวนการมี
ส่
วนร่
วมมิ
ติ
ซ้
อนอยู
่
เช่
นเดี
ยวกั
น คื
อ ทั
้
งกระบวนการทํ
างานร่
วมกั
น (ซึ
่
งหมายรวมทั
้
ง
ฝ่
ายผู
้
ส่
งสารและผู
้
รั
บสาร) และทั
้
งกระบวนการประสานความรู
้
ของทุ
กคนเข้
าร่
วมกั
น ซึ
่
งการที่
จะ
ดํ
าเนิ
นการตามกระบวนการนั
้
นได้
จํ
าเป็
นต้
องใช้
รู
ปแบบการปรึ
กษาหารื
อ / แบบการเสวนา (dialogue)
ระหว่
างผู
้
ส่
งสารและผู
้
รั
บสารอยู
่
ตลอดเวลา
กระบวนการเสวนานี
้
ถื
อเป็
นรู
ปแบบการสื่
อสารเป็
นหั
วใจของการมี
ส่
วนร่
วมเลย
(ในกรณี
ของไทย
งานวิ
จั
ยที่
สนใจการสื่
อสารแบบเวที
เสวนาที่
สามารถพลิ
กฟื
้
นคื
นชี
พชุ
มชนอย่
างได้
ผล โปรดดู
กาญจนา
และ พี
รญา, 2551)
นอกจากกระบวนการเสวนาแล้
ว Nair ย ั
งกล่
าวเพิ ่
มเติ
มอี
กว่
า ในท่
ามกลางการทํ
างานร่
วมกั
น
เป็
นที
มนั
้
น ย ั
้
งอาจต้
องมี
การสลั
บสั
บเปลี่
ยนบทบาทระหว่
างผู
้
ส่
งสารและผู
้
รั
บสาร (role shifting) ด้
วย
เหตุ
นี
้
ในงานวิ
จั
ยของ อาจารย์
ดวงพร หลั
งจากที่
มี
กระบวนการเสวนาชุ
มชนแล้
ว ก็
ได้
มี
กระบวนการ
คั
ดเลื
อก “ผู
้
รั
บสาร” บางคนมาสั
บเปลี่
ยนบทบาทเป็
นคณะทํ
างาน/คณะกรรมการ หรื
อเป็
นผู
้
ส่
งสาร
ของหอกระจายข่
าว
ส่
วนมิ
ติ
ของการสื่
อสารแบบมี
ส่
วนร่
วมเฉพาะในงานวิ
ทยุ
ชุ
มชนนั
้
น ตามหลั
กการโดยส่
วน
ใหญ่
แล้
วมั
กจะพิ
จารณาการมี
ส่
วนร่
วมของประชาชนใน 3 บทบาท คื
อ ในฐานะคณะกรรมการ ใน
ฐานะผู
้
จั
ดรายการ และในฐานะผู
้
ฟั
งที่
Active แต่
ทว่
าจากผลการวิ
จั
ยเรื่
องวิ
ทยุ
ชุ
มชนหลายชิ
้
นใน
ประเทศไทย พบว่
า รู
ปแบบการที
ส่
วนร่
วมของประชาชนนั
้
น มี
ได้
มากกว่
าหลั
กการดั
งกล่
าว เช่
น การ