26
ดั
งที่
ได้
กล่
าวไปบ้
างแล้
วในตอนต้
นว่
า ในเรื่
องการมี
ส่
วนร่
วมนั
้
น ประเด็
นแรกๆ ที่
ต้
อง
พิ
จารณาก็
คื
อ ใครบ้
างที่
มี
ส่
วนได้
/ส่
วนเสี
ย (stakeholder) กั
บเรื่
องดั
งกล่
าว และผู
้
ที่
มี
เอี่
ยวนั
้
นได้
เข้
า
มาร่
วมในกระบวนการหรื
อไม่
เมื่
อนํ
ามาประยุ
กต์
ใช้
กั
บเรื่
องการสื่
อสารก็
คื
อการระบุ
อย่
างชั
ดเจนว่
าใน
เรื่
องดั
งกล่
าวนั
้
นใครบ้
างจะได้
เข้
ามามี
ส่
วนร่
วมในกระบวนการสื่
อสารทั
้
งในฐานะผู
้
ส่
งสารและผู
้
รั
บสาร
และดั
งที่
เราได้
กล่
าวมาแล้
วว่
า การสื่
อสารแบบมี
ส่
วนร่
วมนั
้
นจะต้
องใช้
แบบจํ
าลองเชิ
งพิ
ธี
กรรม
ซึ
่
งจะ
ไม่
แยกบทบาทผู
้
ส่
งและผู
้
รั
บออกจากกั
นอย่
างเด็
ดขาด แต่
จะต้
องสลั
บกั
นแสดงบทบาททั
้
งสอง
ด้
วยเหตุ
นี
้
ในการวิ
จั
ย เรื่
อง การพั
ฒนาการมี
ส่
วนร่
วมในหอกระจ่
ายข่
าวของ อ.ดวงพรและ
คณะ(2545) จึ
งเริ
่
มต้
นกระบวนการสร้
างการมี
ส่
วนร่
วมด้
วยการเปิ
ดโอกาสให้
ทุ
กคนในชุ
มชนเข้
ามาร่
วม
ในกระบวนการสื่
อสาร โดยอาศั
ยรู
ปแบบการสื่
อสารที่
เรี
ยกว่
า “การเสวนาชุ
มชน” หลั
กการสํ
าคั
ญของ
การเสวนาชุ
มชน ก็
คื
อ การเปิ
ดโอกาสให้
ผู
้
ที่
มี
ส่
วนได้
ส่
วนเสี
ยเข้
ามาร่
วมในกระบวนการสื่
อสารอย่
าง
เต็
มที่
ทั
้
งในฐานะผู
้
ส่
งสารและผู
้
รั
บสาร และในเวที
ของการเสวนาชุ
มชนนี
้
เอง ผู
้
ผู
้
วิ
จั
ยได้
ใช้
การ
ออกแบบเนื
้
อหาสาร (message design) ของการสื่
อสารที่
มี
เนื
้
อหาสร้
างความเข้
าใจร่
วมกั
นเกี่
ยวกั
บเรื่
อง
บทบาทหน้
าที่
ของหอกระจายข่
าวบ้
าง เกี่
ยวกั
บปั
ญหาและสภาพปั
จจุ
บั
นของหอกระจายข่
าวบ้
าง
รวมทั
้
งเนื
้
อหาที่
กระตุ
้
นให้
ผู
้
เข้
าร่
วมตระหนั
กในคุ
ณค่
าของตนเองในฐานะผู
้
ที่
จะแก้
ไขปั
ญหาของหอ
กระจายข่
าวในหมู
่
บ้
านของตน(แทนที่
จะรอคอยพึ
่
งพาคนข้
างนอก)
ในแบบจํ
าลองการสื่
อสารนั
้
น ถึ
งแม้
ว่
าหลายครั
้
งจะมี
การระบุ
เอาไวลอยๆ ว่
า มี
คนอยู
่
2
บทบาทที่
เข้
ามาร่
วมการสื่
อสาร คื
อ ฝ่
ายผู
้
ส่
งสารและฝ่
ายผู
้
รั
บสาร แต่
เบื
้
องหลั
งของบทบาททั
้
งสองนั
้
น
มี
ลั
กษณะของอํ
านาจ ลั
กษณะ active หรื
อลั
กษณะการมี
ส่
วนร่
วมที่
ไม่
เท่
าเที
ยมกั
น กล่
าวคื
อ การเล่
น
บทบาทผู
้
ส่
งสารย่
อมมี
อํ
านาจมากกว่
า active มากกว่
า และมี
ส่
วนร่
วมมากกว่
าผู
้
รั
บสาร ฉะนั
้
น การ
สลั
บบทบาทให้
ผู
้
รั
บสาร เปลี่
ยนมาแสดงบทบาทผู
้
ส่
งสาร จึ
งช่
วงผ่
านที่
สํ
าคั
ญของการเพิ
่
มความรู
้
สึ
กมี
ส่
วนร่
วมมากยิ ่
งขึ
้
น ด้
วยเหตุ
นี
้
ในกระแสของเรื่
องสิ
ทธิ
มนุ
ษยชนในเรื่
องของการสื่
อสารจึ
งได้
ขยายจาก
“สิ
ทธิ
ที่
จะรู
้
” (right to know) ซึ
่
งย ั
งคงอยู
่
ในฐานะผู
้
รั
บสาร มาเป็
น “สิ
ทธิ
ที่
จะส่
งสาร” (right to
inform) ซึ
่
งเป็
นบทบาทของผู
้
ส่
ง