10
เหมาะกั
บสถานการณ์
ที่
ผู
้
ส่
งสารมี
ความรู
้
ในเรื่
องนั
้
น ๆ สู
งกว่
าอี
กฝ่
าย แต่
การสื่
อสารแบบนี
้
จะทํ
าให้
ขวั
ญกํ
าลั
งใจของอี
กฝ่
ายถู
กกระทบกระเทื
อนได้
1.2 การสื่
อสารสองทาง (two way communication) หมายถึ
ง การสื่
อสารที่
ผู
้
ส่
งสารและ
ผู
้
รั
บสารสามารถตอบสนองและแลกเปลี่
ยนความคิ
ดเห็
นระหว่
างกั
น เพื่
อเกิ
ดความเข้
าใจอย่
างทั
่
วถึ
งและ
ลึ
กซึ
้
ง ผู
้
ส่
งสารจะให้
ความสนใจกั
บปฎิ
กิ
ริ
ยาโต้
กลั
บของผู
้
รั
บสาร (feedback) ซึ
่
งเป็
นสิ
่
งที่
สํ
าคั
ญมาก การ
บริ
หารที่
เปิ
ดโอกาสให้
ผู
้
ใต้
บั
งคั
บบั
ญชาได้
แสดงความคิ
ดเห็
น จะเป็
นการลดช่
องว่
างของการสื่
อสารที่
ดี
ป้
องกั
นการตี
ความไม่
เหมื
อนกั
น ที่
สํ
าคั
ญ คื
อ การสื่
อสารสองทางสามารถสร้
างขวั
ญกํ
าลั
งใจและการมี
ส่
วนร่
วม ความรู
้
สึ
กเป็
นเจ้
าของงานของผู
้
ใต้
บั
งคั
ญบั
ญชา ซึ
่
งรู
ปแบบขของการสื่
อสารสองทางมั
ก
ออกมาในลั
กษณะของการประชุ
มหรื
อปรึ
กษาหารื
อ
2.
จํ
าแนกตามรู
ปแบบการติ
ดต่
อสื่
อสาร แบ่
งเป็
น 2 แบบ คื
อ
2.1
การติ
ดต่
อสื่
อสารแบบเป็
นทางการ (formal communication) หมายถึ
ง การสื่
อสารที่
คํ
านึ
งถึ
งตํ
าแหน่
งหรื
อลํ
าดั
บขั
้
นการทํ
างานระหว่
างผู
้
ส่
งและผู
้
รั
บสาร การติ
ดต่
อสื่
อสารจะเป็
นไปตาม
โครงสร้
างองค์
กร มี
ลํ
าดั
บขั
้
นตอนและกฎระเบี
ยบกํ
าหนดไว้
ชั
ดเจน การสื่
อสารแบบนี
้
มั
กเน้
นสารที่
เป็
น
ลายลั
กษณ์
อั
กษรมากกว่
าคํ
าพู
ด
2.2
การสื่
อสารแบบไม่
เป็
นทางการ (informal communication) หมายถึ
งการสื่
อสารที่
ไม่
เกิ
ดขึ
้
นตามแบบแผนขององค์
กร มี
ทั
้
งจากบนลงล่
าง ล่
างขึ
้
นบน ตามแนวนอนและข้
ามสายงาน โดย
คํ
านึ
งถึ
งความสั
มพั
นธ์
ทางตํ
าแหน่
งน้
อยมาก เนื่
องจากข่
าวสารที่
ไม่
เป็
นทางการและส่
วนตั
ว เกิ
ดขึ
้
นจาก
ความเกี่
ยวพั
นระหว่
างบุ
คคล ทิ
ศทางการไหลของข่
าวสารจึ
งไม่
อาจคะเนได้
ลั
กษณะสํ
าคั
ญในการสื่
อสารแบบนี
้
คื
อ มี
ความเกี่
ยวพั
นกั
นทางวาจา มี
ความรวดเร็
วใน
การสื่
อสาร สื่
อสารที่
เป็
นลู
กโซ่
เป็
นการถ่
ายทอดข่
าวสารแก่
บุ
คคลมากกว่
าหนึ
่
งคน รวมถึ
งการมี
ข่
าวลื
อ
ต่
าง ๆ (rumor) มี
ข้
อเสี
ยตรงที่
ข่
าวสารข้
อมู
ลอาจผิ
ดไปจากความเป็
นจริ
ง ๆ ได้
ง่
าย อย่
างไรก็
ตาม จากการ
วิ
จั
ยของ Peter Blau (อ้
างถึ
งใน Allen, 1977, p.67) พบว่
า การสื่
อสารแบบนี
้
มี
ส่
วนช่
วยลดความตึ
ง
เครี
ยดของสมาชิ
กภายในองค์
กร พร้
อมทั
้
งเพิ ่
มประสิ
ทธิ
ภาพในการทํ
างาน เพราะได้
มี
การแลกเปลี่
ยน
ข่
าวสารซึ
่
งกั
นและกั
น