Page 27 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

๑๖
ณ นครกรุ
งศรี
อยุ
ธยา มี
พระมหากษั
ตริ
ย์
องค์
หนึ
งทรงพระนามว่
า ท้
าวทศวงศ์
อั
ครมเหสี
ทรงพระนามว่
า สุ
วรรณดารา มี
พระราชธิ
ดาองค์
หนึ
งทรงพระนามว่
า นวลสํ
าลี
คร ั
นเมื
อพระราชธิ
ดา
เจริ
ญวั
ยขึ
น เทพก็
จุ
ติ
ลงมาปฏิ
สนธิ
ในครรภ์
ของนางนวลสํ
าลี
เมื
อครรภ์
เจริ
ญใหญ่
ขึ
น ความทราบถึ
พระราชบิ
ดา ก็
ทรงสงสั
ยจึ
งโปรดให้
โหรมาทํ
านาย โหรทํ
านายว่
ามนุ
ษย์
ในชมพู
ทวี
ปนี
ไม่
มี
ใครจะมา
ต้
องพระราชธิ
ดาเลย แต่
ชะตาบ้
านเมื
องจะเกิ
ดเป็
นนั
กเลงชาตรี
เมื
อพระเจ้
าทศวงศ์
ทรงทราบประพฤติ
เหตุ
ดั
งนั
น ก็
ทรงพระราชดํ
าร ั
สว่
า จะให้
พระราชธิ
ดา
อยู
ในพระราชวั
งต่
อไปก็
อั
บอายแก่
ชาวเมื
อง จึ
งคิ
ดจะลอยแพไปเสี
ยให้
พ้
นบ้
านพ้
นเมื
อง ดํ
าริ
ดั
งนั
แล้
วตร ั
สสั
งให้
ข้
าราชการ ทํ
าแพลอยนางนวลสํ
าลี
ไป คร ั
นถึ
งมหาสมุ
ทร เทพดาก็
บั
นดาลให้
เกิ
ดพายุ
พั
ดแพไปติ
ดที
เกาะกะชั
ง แล้
วนฤมิ
ตเป็
นศาลาขึ
นที
เกาะให้
นางนวลสํ
าลี
ได้
อาศั
ย นางนวลสํ
าลี
อาศั
อยู
ที
เกาะกะชั
ง ต่
อมาจนครรภ์
นางครบถ้
วนกํ
าหนดทศมาส ร้
อนถึ
งเทพดาลงมาประคั
บประคองนาง
คร ั
นถึ
ง ณ วั
นพฤหั
สบดี
เดื
อนห้
า ขึ
น ๑๕ คํ
า ปี
ชวด นางประสู
ติ
กุ
มาร เทพดานํ
าดอกมณฑาสวรรค์
มาชุ
บให้
เป็
นนางนมชื
อว่
า แม่
สี
มาลา แล้
วชุ
บเป็
นนางพี
เลี
ยงสองคนชื
อ แม่
เพี
ยน แม่
พา บํ
ารุ
งร ั
กษา
กุ
มารนั
น อยู
มาวั
นหนึ
ง นางสี
มาลาและพี
เลี
ยงพาพระกุ
มารไปเที
ยวป ่
า พบสระนํ
าชื
อ สระอโนตั
ดนที
ที
สระนั
นมี
นางกิ
นนรี
๕๐๐ มารํ
าเล่
นนํ
าอยู
ทุ
กวั
น ในวั
นที
พระกุ
มารไปนั
น ประจวบกั
บวั
นที
นางกิ
นนรี
มารํ
าอยู
นางสี
มาลากั
บพระกุ
มารก็
จํ
าท่
าที
นางกิ
นนรี
รํ
านั
นมาได้
เมื
อพระกุ
มารชั
นษาได้
๙ ปี
เทพดาก็
ลงมาให้
ชื
อว่
า พระเทพสิ
งหร แล้
วเทพดานํ
าศิ
ลา
๑ ก้
อน มาชุ
บให้
เป็
นพรานบุ
ญ แล้
วชุ
บหน้
าพรานทองคํ
าให้
พรานบุ
ญด้
วย พรานบุ
ญก็
เล่
นรํ
าทํ
าเพลง
อยู
ด้
วยพระเทพสิ
งหรได้
๑ ขวบปี
อยู
มาวั
นหนึ
ง พรานบุ
ญกั
บพระเทพสิ
งหร ชวนกั
นไปเที
ยวในป ่
และพากั
นนอนหลั
บไปที
ใต้
ต้
นร ั
ง เทพดาลงมานฤมิ
ตบอกท่
าเพลงรํ
า พระเทพสิ
งหรกั
บพรานบุ
สามารถจํ
าได้
แม่
นยํ
าทั
ง ๑๒ ท่
า คื
อ ท่
าแม่
ลาย ท่
าเขาควายหรื
อราหู
จั
บจั
นทร์
ท่
ากิ
นนร ท่
าจั
บระบํ
ท่
าลงฉาก ท่
าฉากน้
อย ท่
าผาลา ท่
าบั
วตู
ม ท่
าบั
วบาน ท่
าบั
วคลี
ท่
าบั
วแย้
ม และท่
าแมงมุ
มชั
กใย
แล้
วเทพดาก็
นฤมิ
ตทั
บให้
๒ ใบ ชื
อว่
า นํ
าตาตก และนกเขาขั
น แล้
วนฤมิ
ตกลอง ๑ ใบ ชื
อว่
าเภรี
สุ
วรรณโลก แล้
วเทพดาก็
ลู
บสั
มผั
สในองค์
มาชุ
บเป็
นขุ
นสั
ทธา ครู
มโนราไว้
แทนองค์
พระเทพสิ
งหร
กั
บพรานบุ
ญตื
นขึ
น เห็
นขุ
นสั
ทธา ทั
บและกลองก็
มี
ความชื
นชมยิ
นดี
ยกมื
อขึ
นไหว้
ขุ
นสั
ทธายกไว้
เป็
นครู
แล้
วพากลั
บไปยั
งศาลาที
อาศั
ย เทพดานฤมิ
ตเรื
อให้
อี
ก ๑ ลํ
า นางนวลสํ
าลี
พาพระเทพสิ
งหร
กั
บพี
เลี
ยงและนางนม พร้
อมด้
วยพวกชาตรี
ลงเรื
อ เทพดาก็
บั
นดาลให้
ลมพายุ
พั
ดเรื
อ ขึ
นไปที
นคร
กรุ
งศรี
อยุ
ธยา พระเทพสิ
งหรก็
เที
ยวรํ
าชาตรี
ไปตามบ้
าน ชาวเมื
องลื
อกั
นว่
า รํ
าชาตรี
ดี
นั
ก มี
ผู
คน
แตกตื
นไปดู
กั
นมาก ความทราบถึ
งท้
าวทศวงศ์
ร ั
บสั
งให้
หาชาตรี
ไปรํ
าหน้
าพระที
นั
ง ท้
าวทศวงศ์
ทอดพระเนตรเห็
นนางนวลสํ
าลี
ทรงจํ
าได้
ตร ั
สเรี
ยกมาไต่
ถาม นางจึ
งเล่
าความถวายตั
งแต่
หนหลั
ท้
าวทศวงศ์
ทรงโปรดปรานมาก พระราชทานเครื
องต้
น ให้
พระเทพสิ
งหรทรงเล่
นชาตรี
ละครชาตรี
จึ
งได้
แต่
งเครื
องทรงเทริ
ดและสั
งวาลตั
งแต่
นั
นมา แล้
วยกพระเทพสิ
งหร พระราชทานให้
เป็
นศิ
ษย์
แก่
ขุ
นสั
ทธาต่
อไป ต่
อมาภายหลั
ง เหล่
าพวกเสนาข้
าราชการสมั
ครจะเล่
นกั
บพระเทพสิ
งหร ท้
าวทศวงศ์
พระราชทานให้
จึ
งปรากฏนามภายหลั
งว่
า ขุ
นพราน พระยาพราน แล้
วโปรดส่
วนสั
ตพั
ทธยาให้
แก่
พวกชาตรี
ของพระเทพสิ
งหรทั
วทุ
กคน