ศิ
ลปะการต่
อสู
้
ป้
องกั
นตั
วแบบไทย: คุ
ณค่
าแท้
และกระบวนการถ่
ายทอด กรณี
ศึ
กษาครู
วิ
ชิ
ต ชี
้
เชิ
ญ
225
ตั
วผู
้
เรี
ยนจึ
งจะทํ
าให้
ศิ
ลปะการต่
อสู
้
ป้
องกั
นตั
วอยู
่
ในสั
งคมได้
อย่
างมี
ค่
าและมี
ความหมาย อย่
างไรก็
ตามจากการสั
งเกตการสอนของครู
วิ
ชิ
ต ชี
้
เชิ
ญนั
้
นพบว่
าแม้
ครู
วิ
ชิ
ตจะถ่
ายทอดคุ
ณค่
าแท้
ให้
แก่
ผู
้
เรี
ยน
ทั
้
ง 2 ประการ แต่
สิ ่
งที่
ครู
วิ
ชิ
ตเน้
นมากที่
สุ
ดคื
อ การถ่
ายทอดความกตั
ญ�ู
และ ความเป็
นมวย เป็
น
สํ
าคั
ญ
กระบวนการถ่
ายทอดคุ
ณค่
าแท้
ในศิ
ลปะการต่
อสู
้
ป้
องกั
นตั
วแบบไทยตามรู
ปแบบของครู
วิ
ชิ
ต ชี
้
เชิ
ญ
บทบาทของการศึ
กษาที่
สมบู
รณ์
คื
อการ“พั
ฒนาความเป็
นคน” และ“นํ
าสั
งคม” ( พระธรรม
ปิ
ฎก, 2539) และสิ ่
งสํ
าคั
ญที่
จะทํ
าให้
การจั
ดการศึ
กษาบรรลุ
ตามเป้
าหมายคื
อ ครู
หรื
อ ผู
้
ให้
การศึ
กษา
ซึ
่
งจะมี
ฐานะ 2 อย่
าง คื
อ( พระธรรมปิ
ฎก , 2539)
1. เป็
นกั
ลยาณมิ
ตรทํ
าหน้
าที่
แนะนํ
าหรื
อช่
วยให้
ผู
้
เรี
ยนได้
พั
ฒนาตนขึ
้
นเป็
นบั
ณฑิ
ต
ดั
งนั
้
นในฐานะนี
้
ครู
จะต้
องเป็
นบั
ณฑิ
ตหรื
อเป็
นนั
กปราชญ์
2. เป็
นสิ
ปปทายก คื
อเป็
นผู
้
ถ่
ายทอดวิ
ชาการ ความชํ
านาญ ฝี
มื
อและวิ
ชาชี
พต่
างๆ
ในฐานะนี
้
ครู
จะต้
องเป็
นผู
้
เชี่
ยวชาญ
จากข้
อความข้
างต้
นจะเห็
นได้
ว่
าครู
วิ
ชิ
ต ชี
้
เชิ
ญ เป็
นครู
ที่
นํ
าศิ
ลปะการต่
อสู
้
ป้
องกั
นตั
วแบบ
ไทยมาใช้
เป็
นเครื่
องมื
อทางการศึ
กษาเพื่
อพั
ฒนาคนให้
เป็
นผู
้
ที่
มี
ความสามารถในการแก้
ปั
ญหาที่
เกิ
ดขึ
้
น
ในชี
วิ
ตและนํ
าคุ
ณค่
าแท้
ที่
ได้
รั
บจากการเรี
ยนศิ
ลปะการต่
อสู
้
ป้
องกั
นตั
วแบบไทยมาใช้
ในดํ
ารงชี
วิ
ตด้
วย
ความดี
งามเพื่
อประโยชน์
ของตนเองและผู
้
อื่
น
โดยจากผลการวิ
จั
ยแสดงให้
เห็
นว่
าครู
วิ
ชิ
ตเป็
นผู
้
ที่
ปฏิ
บั
ติ
ตนเป็
นบั
ณฑิ
ต อั
นแปลว่
า ผู
้
ทรงความรู
้
ผู
้
มี
ปั
ญญา ( ราชบั
ณฑิ
ตยสถาน,2546 ) และเป็
น
ผู
้
เชี่
ยวชาญในวิ
ชาที่
ถ่
ายทอดอย่
างแท้
จริ
ง
ซึ
่
งความเป็
นบั
ณฑิ
ตนี
้
เป็
นคุ
ณสมบั
ติ
สํ
าคั
ญครู
ที่
ทํ
าให้
ครู
สามารถพั
ฒนาผู
้
เรี
ยนไปในทางที่
พึ
งประสงค์
ได้
วิ
ธี
การหลั
กที่
ครู
วิ
ชิ
ต ชี
้
เชิ
ญใช้
ในการถ่
ายทอดความรู
้
คื
อการสร้
างศรั
ทธาในศิ
ลปะการต่
อสู
้
ป้
องกั
นตั
วแบบไทยให้
เกิ
ดขึ
้
นกั
บผู
้
เรี
ยนเป็
นอั
นดั
บแรก ศรั
ทธานี
้
พระธรรมปิ
ฏก ( 2542 ) กล่
าวว่
า
“ศรั
ทธานั
้
นมิ
ใช่
ความเชื่
องมงาย หากแต่
ศรั
ทธาต้
องประกอบด้
วยปั
ญญาและความเข้
าใจในเหตุ
ผลเป็
น
พื
้
นฐานเสมอ” ความศรั
ทธาอั
นหมายถึ
งความเชื่
อและความรู
้
สึ
กซาบซึ
้
งนี
้
เกิ
ดขึ
้
นจากความมั ่
นใจใน
เหตุ
ผลเท่
าที่
ตนมองเห็
น เป็
นความมั
่
นใจใน 3 องค์
ประกอบ คื
อ มั ่
นใจว่
าเป็
นไปได้
มั ่
นใจว่
ามี
คุ
ณค่
า
มั
่
นใจว่
าสามารถพิ
สู
จน์
ให้
เห็
นจริ
ง ( พระธรรมปิ
ฏก,2542 ) ซึ
่
งครู
วิ
ชิ
ต ชี
้
เชิ
ญ มี
ความศรั
ทธาในศิ
ลปะ
การต่
อสู
้
ป้
องกั
นตั
วแบบไทยในองค์
ประกอบทั
้
ง 3 ตั
้
งแต่
ในวั
ยเด็
ก เมื่
อสํ
าเร็
จการศึ
กษาความศรั
ทธา
ในศิ
ลปะการต่
อสู
้
ป้
องกั
นตั
วแบบไทยยิ ่
งเพิ
่
มมากขึ
้
น เมื่
อครู
วิ
ชิ
ตทํ
าหน้
าที่
เป็
นผู
้
สอนท่
านจึ
งได้
ใช้
หลั
กของการสร้
างความศรั
ทธาเป็
นตั
วนํ
าในการสอนอั
นเป็
นการสอดคล้
องกั
บหลั
กการสอนที่
ใช้
การ
สร้
างศรั
ทธาเป็
นตั
วนํ
าเพราะความศรั
ทธาเป็
นการสร้
างเสริ
มให้
นั
กเรี
ยนมี
ฉั
นทะ มี
แรงจู
งใจใฝ่
รู
้
อี
กทั
้
ง