19
หากพิ
จารณาให้
ชิ
ดใกล้
ลงไปอี
กชั้
นหนึ่
งต่
อจากนั้
น ก็
พบได้
ว่
าระหว่
างสองกลุ่
มอารยธรรม
ของโลกตะวั
นออกทั้
งอิ
นเดี
ยและจี
น ดิ
นแดนตั้
งอยู่
กึ่
งกลางคื
อ ภู
มิ
ภาคเอเชี
ยตะวั
นออกเฉี
ยงใต้
ที่
มี
ลั
กษณะภู
มิ
ศาสตร์
ที่
มี
ความโดดเด่
นดั
งเห็
นได้
ว่
าเป็
นภู
มิ
ภาคที่
ตั
้
งอยู่
บน “ภาคพื้
นน้ํ
า” ทางตอนล่
างกั
บ
“ภาคพื้
นทวี
ป” ทางตอนบน โดยมี
“คาบสมุ
ทรมลายู
” เชื่
อมกลางอยู่
ระหว่
างน้ํ
ากั
บบก
คาบสมุ
ทรมลายู
นี้
นอกจากเป็
นสะพานเชื่
อมดิ
นแดนของภู
มิ
ภาคเอเชี
ยตะวั
นออกเฉี
ยงใต้
แล้
ว ช่
องแคบมะละกา (the Straits of Malacca) ที่
ตั้
งอยู่
ตอนใต้
สุ
ดของคาบสมุ
ทรมลายู
นั
บได้
ว่
า
เป็
นเส้
นทางการเดิ
นทางทางทะเลสํ
าคั
ญใช้
เชื่
อมต่
อระหว่
างมหาสมุ
ทรอิ
นเดี
ยกั
บมหาสมุ
ทรแปซิ
ฟิ
ก
ด้
วยความสํ
าคั
ญทางภู
มิ
ศาสตร์
ดั
งกล่
าวของคาบสมุ
ทรมลายู
ที่
มี
ต่
อการค้
าและการเดิ
นทาง
ทางทะเล โดยเฉพาะในช่
วงแรกๆ ของประวั
ติ
ศาสตร์
การเดิ
นทางทางทะเลในเอเชี
ย เงื่
อนไขข้
อจํ
ากั
ด
ของเทคโนโลยี
การต่
อเรื
อในสมั
ยโบราณไม่
สามารถต่
อเรื
อให้
สามารถเดิ
นทางอ้
อมช่
องแคบมะละกาได้
ยิ่
งทํ
าให้
คาบสมุ
ทรมลายู
ทางตอนบนทวี
ความสํ
าคั
ญเพิ่
มมากขึ้
น อี
กทั้
งการเดิ
นเรื
อที่
ต้
องอาศั
ยลม
มรสุ
ม
1
จึ
งจํ
าเป็
นต้
องมี
สถานที่
พั
กเรื
อและสิ
นค้
า ส่
งผลให้
บริ
เวณชุ
มชนต่
างๆ ในคาบสมุ
ทรมลายู
และ
บริ
เวณภาคใต้
ของไทยในขณะนั้
นมี
ส่
วนร่
วมในการค้
าทางทะเล
ทั้
งหมดนี้
ทํ
าให้
คาบสมุ
ทรมลายู
ถู
กใช้
เป็
นพื้
นที่
กลางในการพั
กสิ
นค้
าและขนส่
งข้
าม
คาบสมุ
ทรเพื่
อการค้
าของผู้
คนทั้
งสองฝั่
งของมหาสมุ
ทร จากการศึ
กษาลั
กษณะทางภู
มิ
ศาสตร์
ของ
คาบสมุ
ทรมลายู
ที่
ส่
งเสริ
มต่
อการค้
าและการเดิ
นทางทางทะเลในสมั
ยโบราณนั้
น ศ.ประเสริ
ฐ วิ
ทยา
รั
ตน์
ได้
เสนอข้
อวิ
เคราะห์
ไว้
ดั
งนี้
2
1. ฤดู
กาลของลมมรสุ
ม เนื่
องจากลมมรสุ
มมี
ความสํ
าคั
ญต่
อการเดิ
นเรื
อในสมั
ยนั้
นเป็
นอย่
าง
มาก โดยเฉพาะลมมรสุ
มตะวั
นตกเฉี
ยงใต้
(พฤษภาคม - กั
นยายน) ซึ่
งเรื
อจากทางด้
านตะวั
นตกของ
คาบสมุ
ทรมลายู
เช่
น อิ
นเดี
ย อาหรั
บ ได้
อาศั
ยเดิ
นเรื
อเข้
ามา และลมมรสุ
มตะวั
นออกเฉี
ยงเหนื
อ
(ตุ
ลาคม - มกราคม) ก็
เป็
นลมที่
เรื
อจากทางตะวั
นออกของคาบสมุ
ทรมลายู
เช่
น จี
น ใช้
เดิ
นทางเข้
ามา
บริ
เวณนี้
ในทางกลั
บกั
นลมมรสุ
มตะวั
นออกเฉี
ยงเหนื
อเป็
นลมที่
เรื
อจากทางฝั่
งตะวั
นตกใช้
เดิ
นทางกลั
บ
และลมมรสุ
มตะวั
นตกเฉี
ยงใต้
เป็
นลมที่
เรื
อจากทางฝั่
งตะวั
นออกใช้
เดิ
นทางกลั
บ ด้
วยเหตุ
นี้
ในแต่
ละปี
พ่
อค้
าจากทั้
งสองฝั่
งจึ
งไม่
มี
โอกาสแลกเปลี
่
ยนสิ
นค้
ากั
นโดยตรง ทํ
าให้
ต้
องมี
สถานที่
พั
กสิ
นค้
าซึ่
งส่
งผลให้
คาบสมุ
ทรมลายู
เข้
ามามี
บทบาทรองรั
บข้
อจํ
ากั
ดส่
วนนี้
1
เอิ
บเปริ
ม วั
ชรางกู
ล. (2544).
ประวั
ติ
ศาสตร์
การพาณิ
ชย์
นาวี
ไทย
. หน้
า 20 – 22.
2
ประเสริ
ฐ วิ
ทยารั
ตน์
. (2528). สภาพภู
มิ
ศาสตร์
ของคาบสมุ
ทรสทิ
งพระ. ใน
ประวั
ติ
ศาสตร์
และ
โบราณคดี
คาบสมุ
ทรสทิ
งพระ
. หน้
า 15 – 16.