116
สงเคราะห์
สวนยางเริ
่
มเข้
ามาส่
งเสริ
มการทํ
าสวนยางแก่
ประชาชนในพื
้
นที่
ตํ
าบลไม้
เรี
ยงเป็
นครั
้
ง
แรก โดยการสนั
บสนุ
นให้
ปลู
กยางพั
นธุ
์
ดี
เข้
ามาปลู
กแทนยางพั
นธุ
์
พื
้
นเมื
อง มี
การติ
ดตาแทนการ
ปลู
กด้
วยเมล็
ด รวมถึ
ง เทคนิ
คการทํ
ายางแผ่
นเผยแพร่
ให้
ชาวบ้
านได้
รั
บทราบ ซึ
่
งก่
อนหน้
านี
้
เป็
น
เพี
ยงการเอานํ
้
ายางมาทํ
าเป็
นก้
อนแล้
วนํ
าไปขายเท่
านั
้
น ขณะเดี
ยวกั
นมี
เมื่
อมี
การทํ
าแผ่
นยางย่
อม
มี
เทคโนโลยี
การผลิ
ตใหม่
ๆ เข้
ามาเข้
าควบคู
่
กั
นนั
้
น คื
อการใช้
อุ
ปกรณ์
ในการทํ
าแผ่
นยาง อั
นได้
แก่
จั
กรรี
ดยาง ซึ
่
งถื
อว่
าเป็
นอุ
ปกรณ์
ใหม่
สุ
ดที่
เข้
ามาในขณะนั
้
น ต่
อมาประมาณปี
พ.ศ.2520 เริ ่
มมี
การนํ
ารถแทรกเตอร์
เข้
ามาบุ
กเบิ
กพื
้
นที่
ซึ
่
งหลั
งจากปี
2520 เป็
นต้
นมา เทคโนโลยี
ด้
านการเกษตร
ก็
พั
ฒนาขึ
้
นเรื่
อย ๆ ควบคู
่
กั
นไปกั
บนํ
าวิ
ทยาการทางการเกษตรใหม่
ๆ ผ่
านสื่
อต่
าง ๆ อย่
าง
แพร่
หลาย
ระบบเศรษฐกิ
จของชุ
มชนไม้
เรี
ยงตั
้
งแต่
อดี
ตจนถึ
งปั
จจุ
บั
นขึ
้
นอยู
่
กั
บผลผลิ
ตทางการ
เกษตรเป็
นสํ
าคั
ญโดยเฉพาะอย่
างยิ ่
งยางพารา และผลไม้
ดั
งนั
้
นพื
้
นที่
ส่
วนใหญ่
ของไม้
เรี
ยงจึ
ง
เป็
นพื
้
นที่
สวนยางพารา ประมาณ 13,939 ไร่
หรื
อร้
อยละ 52 ของพื
้
นที่
ทั
้
งหมด มี
พื
้
นที่
ทํ
านา
ประมาณ 5,683 ไร่
หรื
อร้
อยละ 21 ของพื
้
นที่
ทั
้
งหมด และพื
้
นที่
ทํ
าสวนผลไม้
3,530 ไร่
หรื
อ
ร้
อยละ 13 ของพื
้
นที่
ไม้
เรี
ยงทั
้
งหมด ที่
ดิ
นเหล่
านี
้
ได้
ตกเป็
นกรรมสิ
ทธิ
์
เป็
นทอด ๆ สื
บต่
อกั
นมา
สภาพที่
ดิ
นเป็
นลั
กษณะดิ
นร่
วนที่
ราบเชิ
งเขาเป็
นดิ
นที่
มี
ความอุ
ดมสมบู
รณ์
สู
งมี
แร่
ธาตุ
ในดิ
นมาก
พื
ชต่
าง ๆที่
ปลู
กจะเจริ
ญงอกงามเป็
นอย่
างดี
นอกจากนั
้
นชาวบ้
านไม้
เรี
ยงย ั
งใช้
ประโยชน์
ในการ
ประกอบอาชี
พอื่
น ๆ ในชุ
มชน เช่
น เลี
้
ยงสั
ตว์
ค้
าขาย อี
กประมาณร้
อยละ 14
การปลู
กยางพาราเพื่
อการส่
งออกต่
างประเทศเมื่
อ พ.ศ. 2540 สร้
างรายได้
ให้
แก่
ประเทศ
เป็
นอย่
างมาก มี
ผลทํ
าให้
ยางพารากลายเป็
นสิ
นค้
าส่
งออกที่
สํ
าคั
ญของไทยนั
บแต่
นั
้
นเป็
นต้
นมา
ในครั
้
งนั
้
นรั
ฐบาล (สมั
ยนายกรั
ฐมนตรี
ชวน หลี
กภั
ย) ทํ
าให้
พื
้
นที่
เพาะปลู
กยางพาราของไทย
เพิ ่
มขึ
้
นอย่
างรวดเร็
ว แต่
อย่
างไรก็
ตาม การเปลี่
ยนแปลงในครั
้
งนั
้
น ไม่
ได้
มี
นั
ยต่
อการ
เปลี่
ยนแปลงที่
เกิ
ดขึ
้
นในบริ
เวณที่
ราบภาคใต้
เท่
านั
้
น เพราะหลั
ง ปี
พ.ศ. 2513 เมื่
อภาครั
ฐมี
การ
จั
ดตั
้
งกองทุ
นสงเคราะห์
ชาวสวนยางพาราและได้
จั
ดเจ้
าหน้
าที่
ให้
ความรู
้
เกี่
ยวกั
บวิ
ธี
การปลู
ก
ยางพารา มี
การจั
ดตั
้
งศู
นย์
การทดลองพั
นธุ
์
ยางที่
ในอํ
าเภอฉวาง โดยขณะนั
้
นภาครั
ฐมุ ่
งส่
งเสริ
มให้
เกษตรกรปลู
กยางพั
นธุ
์
ดี
ที่
ให้
ผลผลิ
ตดี
กว่
าพั
นธุ
์
พื
้
นเมื
องเดิ
ม และมุ ่
งเน้
นระบบการปลู
กยางพารา
แบบพื
ชเชิ
งเดี่
ยว มี
การนํ
าปุ
๋
ยเคมี
เข้
ามาใช้
เพิ ่
มความเจริ
ญเติ
บโตของต้
นยาง ประมาณปี
พ.ศ. 2530
เป็
นต้
นมา นวั
ตกรรมเหล่
านี
้
ก็
เริ
่
มขยายเข้
าสู
่
หมู
่
บ้
านในภาคตะวั
นออก ภาคตะวั
นออกเฉี
ยงเหนื
อ
และภาคเหนื
อของประเทศ