Page 49 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

๔๒
สุ
ดที่
รั
ดาวพยั
กหยอยหยอยพร๎
อยแสงหา
ตรงปลายเคี
ยวเรี
ยวรองเดื
อนทองทา
ทํ
องนภาเคี
ยงเห็
นเชํ
นวั
นนั้
(
ขอบฟ้
าขลิ
บทอง
: ชนแสนแหงนฟ้
าเฝ้
าหาดาว, หน๎
า ๗๕)
การใช๎
คํ
า เกริ่
นหรื
อคํ
า เรี
ยกขานดั
งกลํ
าว ทํ
าให๎
วรรคนํ
าเรื่
อง ของบทกวี
มี
จํ
านวน คํ
าไมํ
ครบตาม
รู
ปแบบฉั
นทลั
กษณ๑
คื
อมี
เพี
ยงสองถึ
งห๎
าคํ
า แตํ
สํ
วนใหญํ
มั
กเป็
นสองคํ
การใช๎
คํ
าเกริ่
นและคํ
าอาลปนะนี้
เป็
นขนบ ปกติ
ของ กลอนบทละครไทย แตํ
การที่
“อุ
ชเชนี
นํ
ามาใช๎
ในบทกวี
นิ
พนธ๑
รํ
วมสมั
ย ทั้
ง มิ
ใชํ
บทละครอี
กด๎
วยนั้
น ควรถื
อได๎
วํ
าเป็
นการเสนอความแปลกใหมํ
เป็
นประดิ
ษฐการใหมํ
ที่
ทํ
าให๎
เกิ
ดเป็
นลี
ลาเฉพาะตั
วอยํ
างนํ
าสนใจ เนื่
องจากบทกลอนทั่
วไปตํ
างจา กบท
ละคร ซึ่
งโดยธรรมชาติ
จะประกอบด๎
วยบทเจรจาระหวํ
างตั
วละคร ทํ
าให๎
ต๎
องมี
คํ
าเรี
ยกขาน คํ
าทั
กทาย
โดยอั
ตโนมั
ติ
รวมทั้
งการเกริ่
นเพื่
อเปิ
ดนํ
าตั
วละครเข๎
าสูํ
การนํ
าเสนอบทบาทของตน ลั
กษณะการใช๎
บท
อาลปนะและการเกริ่
นนํ
าจึ
งเป็
นสิ่
งที่
ควบคูํ
มากั
บบทละคร ดั
งจะเห็
นได๎
วํ
า ขนบนิ
ยมการใช๎
คํ
าอาลปนะ
และคํ
าเกริ่
น นี
ได๎
ปรากฏใน บทละคร แตํ
ครั้
งกรุ
งศรี
อยุ
ธยา สื
บทอดมาจนถึ
งบทละครที่
ประพั
นธ๑
ขึ้
นใน
สมั
ยกรุ
งรั
ตนโกสิ
นทร๑
ดั
งการใช๎
คํ
าอาลปนะในบทละครเรื่
อง “
สั
งข์
ทอง
ครั้
งกรุ
งเกํ
า”
น้
องแก้
แมํ
นแท๎
แนํ
แล๎
วอยํ
างสงสั
ผั
วรั
กจะเลํ
าเข๎
าให๎
ใจ
บั
ดนี้
หั
สนั
ยน๑
เธอลงมา
(
สั
งข์
ทอง ครั้
งกรุ
งเก่
, ๒๕๐๘, หน๎
า ๑๒๕)
การใช๎
คํ
าอาลปนะในบทละครสมั
ยรั
ตนโกสิ
นทร๑
พระราชนิ
พนธ๑
เรื่
อง
เงาะป่
ชื่
นใจ
ที่
เงาไม๎
ราบรํ
มลมพั
ดฉิ
หอมกระถิ
นกลิ่
นไกลใจริ้
วริ้
ว หรื
อใครลิ่
วลมแฉลบแอบมอง
(พระบาทสมเด็
จพระจุ
ลจอมเกล๎
าเจ๎
าอยูํ
หั
ว, ๒๕๐๕, หน๎
า ๔๑)
จอมขวั
จะเวี
ยนโศกศั
ลย๑
ไปถึ
งไหน
บิ
ดรมารดาคลาไคล
เพราะเชื่
อในตั
วพี่
ที่
เจตน๑
จง
หน๎
า๑๓๖๘) ให๎
ความหมายตรงกั
นวํ
า หมายถึ
ง ‚การพู
ด, การสนทนา , การเรี
ยก, การทั
กทาย , ในไวยากรณ๑
หมายถึ
ง คํ
าที่
ใช๎
เรี
ยก หรื
ทั
กทายผู๎
ที่
ตนจะพู
ดด๎
วย‛