๑๑๓
กลํ
าวโดยสรุ
ป ในด๎
านแรงบั
นดาลใจหรื
ออิ
ทธิ
พลที่
หลํ
อหลอมปั้
นแตํ
งกวี
มื
อทองนาม ‛อุ
ชเชนี
‛
และนั
กเขี
ยนฝี
มื
อเยี่
ยมของวงวรรณกรรมไทย ‚นิ
ด นรารั
กษ๑
‛ ประกอบด๎
วยที่
มาสํ
าคั
ญ อั
นได๎
แกํ
ครอบครั
ว ศาสนา กา รศึ
กษาอบรม และสภาพแวดล๎
อมทางสั
งคม ซึ่
งล๎
วนเป็
นอิ
ทธิ
พลของ
‚สั
งคม ‛
ทั้
งสิ้
น
เป็
นโชคดี
ของวงวรรณกรรมไทย ที่
ประคิ
ณ ชุ
มสาย ณ อยุ
ธยา มี
รากฐานทางสั
งคมในด๎
านที่
ดี
งาม ทั้
งด๎
วยครอบครั
วที่
ดี
ความเป็
นคาทอลิ
กที่
เครํ
งครั
ด เข๎
มแข็
ง ผสานกั
บการได๎
รั
บการอบรมบํ
มเพาะ
ทาง ภาษาและวรรณคดี
ซึ่
งเป็
นศาสตร๑
ที่
เปี่
ยมคุ
ณคํ
าในเชิ
ง Liberal Arts โดยตรง ทํ
าให๎
ทํ
านมี
จิ
ต
วิ
ญญาณแหํ
งความเป็
นนั
กมนุ
ษยธรรมอั
นสู
งยิ่
ง เมื่
อผนวกกั
บศาสตร๑
และศิ
ลป์
แหํ
งวรรณคดี
ไทยและ
วรรณคดี
ฝรั่
งเศสที่
ได๎
รั
บจากการศึ
กษาทั้
งภายในประเทศ และตํ
างประเทศ ก็
สํ
งผลให๎
‚อุ
ชเชนี
‛และ ‚นิ
ด
นรารั
กษ๑
‛ สามารถสร๎
างสรรค๑
ผลงานอั
นเปี่
ยมด๎
วยวรรณศิ
ลป์
ด๎
วยพลานุ
ภาพแหํ
งภาษาอั
นงดงามด๎
วย
สุ
นทรี
ยภาพ และความหมายอั
นลุํ
มลึ
กในอารมณ๑
ความนึ
กคิ
ดอั
นละเมี
ยดละไม ทั้
งเข๎
มข๎
นด๎
วยพลั
งปลุ
ก
เร๎
าความสะเทื
อนอารมณ๑
มี
ทั้
งหวาน เศร๎
า แตํ
บางครั้
งก็
กร๎
าวแกรํ
งจนผู๎
อํ
า นสํ
วนหนึ่
งเข๎
าใจวํ
า ‚อุ
ชเชนี
‛
เป็
นผู๎
ชาย (ประคิ
ณ ชุ
มสาย ณ อยุ
ธยา , ๒๕๕๔) เหลํ
านี้
ได๎
สร๎
างลี
ลาวรรณศิ
ลป์
ที่
ตราตรึ
ง ประทั
บใจ
นั
กอํ
านวรรณกรรมรุํ
นแล๎
วรุํ
นเลํ
าจวบจนปั
จจุ
บั
น
การศึ
กษาวิ
เคราะห๑
ในบทนี้
ชี้
ให๎
เห็
นวํ
า ประคิ
ณ ชุ
มสาย ณ อยุ
ธยา เป็
นผู๎
มี
สติ
ปั
ญญาดี
มี
สภาพแวดล๎
อมในวั
ยเด็
กที่
ดี
มี
ครอบครั
วที่
อบอุํ
นเป็
นสุ
ข เป็
นครอบครั
วคาทอลิ
กที่
เครํ
งครั
ด บิ
ดามารดามี
การศึ
กษา และมี
ความประณี
ตอํ
อนโยน รั
กธรรมชาติ
นอกจากนี้
ในด๎
านการศึ
กษาได๎
รั
บการอบรมบํ
ม
เพาะในโรงเรี
ยนคริ
สต๑
ศาสนา และเมื่
อทํ
างานก็
ได๎
ประกอบกิ
จกรรมของคริ
สต๑
ศาสนิ
ก
คื
อการชํ
วยคน
ยากจน คนด๎
อยโอกาส ประกอบกั
บบรรยากาศทางการเมื
องที่
รั
ฐบาลละเลยผู๎
แร๎
นแค๎
นยากจน เป็
น
แรงผลั
กดั
นที่
ทํ
าให๎
เกิ
ดวรรณกรรมเรี
ยกร๎
องตํ
อสู๎
เพื่
อความเป็
นธรรม วรรณกรรมของประคิ
ณ ชุ
มสาย ณ
อยุ
ธยา ทั้
งในนามปากกา ‛อุ
ชเชนี
‛ และ ‚นิ
ดนรารั
กษ๑
‛ ได๎
รํ
วมขบวนการสะท๎
อนค วามทุ
กข๑
ยากของคน
จนและตี
แผํ
ความอยุ
ติ
ธรรมของสั
งคมในระดั
บแนวหน๎
า ในลั
กษณะแกรํ
งกร๎
าวในบางครั้
ง แตํ
ก็
งามคํ
า
และงามความ อํ
อนหวานอํ
อนโยนละเมี
ยดละไมด๎
วยชั้
นเชิ
งวรรณศิ
ลป์
ด๎
วยชั้
นเชิ
งความเชี่
ยวชาญใน
กลวิ
ธี
ทางภาษา ความเป็
นนายแหํ
งภาษา ตลอดจนการสั่
งสมคํ
า สํ
านวน ในคลั
งคํ
า จํ
า นวนมากและ
หลากหลาย อยํ
างที่
เรี
ยกวํ
าเป็
น ‚เศรษฐี
‛ ถ๎
อยคํ
า เหลํ
านี้
ได๎
เป็
นปั
จจั
ยสํ
าคั
ญในการสร๎
างสรรค๑
ให๎
เกิ
ดผล
งานวรรณกรรมอั
นวิ
จิ
ตร เปี่
ยมด๎
วยความราบรื่
นไพเราะ ทั้
งลุํ
มลึ
กและคมเข๎
มด๎
วยพลั
งอารมณ๑
ความรู๎
สึ
ก
สร๎
างความประทั
บใจชื่
นชอบแกํ
นั
กอํ
านโดยทั่
วไป ดั
งคํ
ารั
บรองใน ‚คํ
านํ
า‛ ของหนั
งสื
อ
ดาวผ่
องนภาดิ
น
วํ
า ผู๎
นิ
ยมบทประพั
นธ๑
ร๎
อยกรองและบทลํ
านํ
าร๎
อยแก๎
วนั้
น ยํ
อมรู๎
จั
กคุ๎
นเคยและชื่
นชอบบทนิ
พนธ๑
ของ
‚อุ
ชเชนี
‛ และ‚นิ
ด นรารั
กษ๑
‛ อยํ
างยิ่
ง (
ดาวผ่
องนภาดิ
น
, ๒๕๑๗, หน๎
าคํ
านํ
า)