Page 211 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

กระบวนการดั
งกลํ
าว เป็
นผลมาจากการที่
ชุ
มชนมี
วิ
สั
ยทั
ศน์
ที่
กว๎
างไกล มี
การขยายระบบ
ความสั
มพั
นธ์
ที่
เคยมี
อยูํ
เดิ
มคื
อกลุํ
มที่
ทํ
าการซื้
อขายด๎
วยกั
น ออกไปยั
งกลุํ
มที่
ไมํ
เคยมี
ปฏิ
สั
มพั
นธ์
กั
นมากํ
อน เชํ
กลุํ
มองค์
กรพั
ฒนาเอกชน (NGO)
และขยายตํ
อไปยั
งกลุํ
มนั
กวิ
ชาการ กลุํ
มเครื
อขํ
ายตํ
างๆ สถาบั
นทางการศึ
กษา
องค์
กรวิ
ชาชี
พ และสื่
อมวลชน ระบบความสั
มพั
นธ์
เหลํ
านี้
ได๎
เชื่
อมโยงประสานกั
นเป็
นเครื
อขํ
าย สนั
บสนุ
นซึ่
งกั
และกั
น บนพื้
นฐานของจิ
ตวิ
ญญาณและอุ
ดมการณ์
เพื่
อเปลี่
ยนแปลงสูํ
สิ่
งที่
ดี
ขึ้
น ด๎
วยจิ
ตอาสาโดยไมํ
หวั
ผลประโยชน์
ตอบแทน เมื่
อมี
ต๎
นทุ
นทางสั
งคมดี
เป้
าหมายดี
มี
พลั
งในการขั
บเคลื่
อนสู
ง ก็
จะทํ
าให๎
เกิ
ดผลดี
ทั้
งผู๎
ขั
บเคลื่
อนและสั
งคมรอบข๎
าง ซึ่
งสอดคล๎
องกั
บแนวคิ
ดของนายไพบู
ลย์
วั
ฒนศิ
ริ
ธรรม อดี
ตประธานสถาบั
พั
ฒนาองค์
กรชุ
มชน ซึ่
งกลํ
าวถึ
งทุ
นทางสั
งคมวํ
า “
การรวมตั
ว ร่
วมคิ
ด ร่
วมทา จะต้
องเสริ
มด้
วยคนดี
สถาบั
นดี
ภู
มิ
ปั
ญญาดี
และวั
ฒนธรรมดี
ทุ
นทางสั
งคมจะดี
หรื
อไม่
ต้
องดู
ว่
าไปสู่
เป้
าหมายที่
ดี
หรื
อไม่
คื
อทาให้
เกิ
ดผลดี
ต่
ส่
วนรวมความร่
มเย็
นเป็
นสุ
ข สั
นติ
สุ
ข ความเจริ
ญมั่
นคง และยั่
งยื
นของคนในชุ
มชน สั
งคม และประเทศชาติ
” จึ
เห็
นได๎
วํ
ากระบวนการขั
บเคลื่
อนของชุ
มชนตลาดสามชุ
กประกอบด๎
วยปั
จจั
ยที่
สํ
าคั
ญ ๒ สํ
วน คื
อ สํ
วนที่
ได๎
แกํ
ปั
จจั
ยภายในที่
เกิ
ดจากการรวมตั
ว รํ
วมคิ
ด รํ
วมทํ
าของคนภายในชุ
มชนนั้
นเอง สํ
วนที่
๒ คื
อ ปั
จจั
ยภายนอก
ได๎
รั
บการเสริ
มด๎
วย คนดี
สถาบั
นดี
ภู
มิ
ปั
ญญาดี
และวั
ฒนธรรมดี
ซึ่
งมี
อยูํ
ครบในบรรดาบุ
คคลหรื
อองค์
กรที่
เข๎
ามา
สนั
บสนุ
นการดํ
าเนิ
นงานของชุ
มชนฯ ดั
งที่
กลํ
าวมาแล๎
วข๎
างต๎
นอกจากนี้
ชุ
มชน ยั
งพบวํ
า เป้
าหมายที่
ดี
จะนํ
าสิ่
งที่
ดี
ตามมาอี
กมากมาย ซึ่
งในเบื้
องต๎
นนั้
นชุ
มชน
ต๎
องการเพี
ยงเพื่
อ จะฝ่
าฟั
นอุ
ปสรรคตํ
างๆ เพื่
อพลิ
กฟื้
นสภาวการณ์
ที่
คั
บขั
นให๎
คลี่
คลายและอยูํ
รอดได๎
แตํ
ผลที่
ชุ
มชนได๎
รั
บในปั
จจุ
บั
นนี้
มากเกิ
นกวํ
าที่
ได๎
ตั้
งเป้
าหมายไว๎
ด๎
วยความรํ
วมมื
อและสนั
บสนุ
นจากทุ
กฝ่
ายที่
เกี่
ยวข๎
อง
ชุ
มชนตระหนั
กดี
วํ
าภารกิ
จยั
งมิ
อาจหยุ
ดเพี
ยงแคํ
นี้
จะต๎
องก๎
าวตํ
อไปเพื่
อนํ
าความรํ
มเย็
นเป็
นสุ
ข ความเจริ
ญมั่
นคง
และยั่
งยื
นมาสูํ
คนในชุ
มชน ซึ่
งจะสํ
งผลกระทบไปยั
งสั
งคม และประเทศชาติ
ในที่
สุ
นั
บตั้
งแตํ
ปี
พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็
นต๎
นมาชุ
มชนตลาดสามชุ
กได๎
เริ่
มขบวนการกอบกู๎
ความลํ
มสลายทาง
เศรษฐกิ
จ และภาวะบี
บคั้
นเรื่
องที่
อยูํ
อาศั
ยของชุ
มชน จนสามารถผํ
านวิ
กฤตการณ์
ดั
งกลํ
าวมาได๎
นั
บเป็
นความ
ภาคภู
มิ
ใจของชุ
มชนที่
ได๎
รํ
วมกั
นตํ
อสู๎
อยํ
างเคี
ยงบํ
าเคี
ยงไหลํ
กั
นมาตลอด ทํ
าให๎
เกิ
ดการรวมกลุํ
มกั
นเหนี
ยวแนํ
ยิ่
งขึ้
น มี
การสื่
อสารและเฝ้
าระวั
งชุ
มชนอยูํ
เสมอ ชุ
มชนได๎
เรี
ยนรู๎
วํ
าระบบทุ
นนิ
ยมเป็
นภั
ยตํ
อความมั่
นคงทาง
เศรษฐกิ
จของชุ
มชน และเป็
นปั
จจั
ยหนึ่
งที่
ทํ
าให๎
ชุ
มชนลํ
มสลายในอดี
ตที่
ผํ
านมา หลั
งจากที่
ชุ
มชนฟื้
นตั
วมาได๎
ระยะหนึ่
ง ก็
มี
ขํ
าววํ
าจะมี
การจั
ดตั้
งห๎
างค๎
าปลี
กขนาดใหญํ
ในเขตเทศบาลตํ
าบลสามชุ
ก จึ
งได๎
เกิ
ดกระแสการ
การศึ
กษาภู
มิ
หลั
งทางประวั
ติ
ศาสตร์
กระบวนการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมและวั
ฒนธรรม : กรณี
ศึ
กษาชุ
มชนตลาดสามชุ
๑๗๗