๒๖
๑. การเปลี่
ยนแปลงสั
งคมและเศรษฐกิ
จไทย ความก้
าวหน้
าทางเทคโนโลยี
และระบบวั
ตถุ
นิ
ยม
จากต่
างประเทศ เข้
ามาโดยการซึ
มซั
บมาตามลํ
าดั
บ ปั
จจุ
บั
นแทบจะหาภาพของคนไทยวั
ฒนธรรมไทย
ไม่
ได้
๒. นโยบายการพั
ฒนาของรั
ฐ เน้
น แผนงานและโครงการพั
ฒนาทางเศรษฐกิ
จและอุ
ตสาหกรรม
๓. แผนงานและโครงการในระดั
บท้
องถิ่
นไม่
ชั
ดเจน ขาดการบู
รณาการเข้
าด้
วยกั
น
๔. ขาดความเข้
าใจกรอบเนื
้
อหา และวิ
ธี
การพั
ฒนา ส่
งเสริ
มวั
ฒนธรรม
๓. ประวั
ติ
ดนตรี
ไทยสมั
ยสุ
โขทั
ย
เรื่
องดนตรี
ไทยในสมั
ยที่
จะกล่
าวต่
อไปนี
้
หลั
กฐานอั
นแรกที่
จะอ้
างก็
เห็
นจะต้
องอาศั
ยหลั
กสิ
ลาจารึ
ก
ของพ่
อขุ
นรามคํ
าแหง หลั
กที่
หนึ่
ง เพราะข้
อความในศิ
ลาจารึ
กนี
้
ออกจะเป็
นแม่
บทสํ
าคั
ญในเรื่
องความเป็
นไป
สมั
ยสุ
โขทั
ยแทบจะทุ
กสาขาวิ
ชาโดยเฉพาะข้
อความในศิ
ลาจารึ
กที่
เกี่
ยวด้
วยเรื่
องดนตรี
ที่
อยู
่
ในด้
านที่
๒
ตอนหนึ่
งว่
า “ดํ
บงคมกลอง ด้
วยเสี
ยงพาทย์
เสี
ยงพิ
ณ เสี
ยงเลื
้
อน เสี
ยงขั
บ ใครจั
กมั
กเล่
น เล่
นใครจั
กมั
ก
หั
ว หั
ว ใครจั
กมั
กเลื
้
อยเลื
้
อน”
ข้
อความอั
นนี
้
แสดงว่
าในสมั
ยสุ
โขทั
ยนั
้
นชาวบ้
านมี
ความสนุ
กสนานเล่
นดนตรี
และขั
บร้
องกั
นอย่
าง
รื่
นเริ
งบั
นเทิ
งใจทั่
วไป ชางเมื
องกั
บดนตรี
มี
ความใกล้
ชิ
ดกั
นมาก โดยเป็
นผู
้
เล่
นเองไม่
ใช่
เป็
นเพี
ยงผู
้
ฟั
งอย่
างใน
สมั
ยหลั
ง ๆ คํ
าในศิ
ลาจารึ
กที่
ยกมาแล้
วมี
คํ
าว่
า
“ดํ
บงคมกลอง ด้
วยเสี
ยงพาทย์
เสี
ยงพิ
ณ ”
ซึ่
ง
หมายความว่
า
“ระดมประโคมกลอง ด้
วยเสี
ยงพาทย์
เสี
ยงพิ
ณ”
คํ
าสํ
าคั
ญมี
อยู
่
ที่
คํ
าว่
า
“เสี
ยงพาทย์
”
และ
“เสี
ยงพิ
ณ”
ถ้
าจะแปคํ
าว่
า
“พาทย์
”
ว่
าเป็
นเครื่
องบรรเลงทั่
ว ๆ ไปตามรู
ปศั
พท์
ก็
ออกจะคลุ
มไปหมด
เสี
ยงอื่
น ๆ แม้
แต่
คํ
าว่
า
“เสี
ยงพิ
ณ”
อยู
่
อี
กต่
างหาก คํ
าว่
า
“เสี
ยงพาทย์
”
ก็
น่
าจะต้
องมี
ความจํ
ากั
ดไม่
แผ่
กว้
างไปถึ
งเพี
ยงนั
้
น ตามความเห็
นของข้
าพเจ้
าเข้
าใจว่
า “เสี
ยงพาทย์
” คงจะได้
แก่
เครื่
องบรรเลงจํ
าพวกตี
เป่
า ซึ่
งภายหลั
กเรี
ยกว่
า “ปี่
พาทย์
” ส่
วน “เสี
ยงพิ
ณ” พิ
ณ หมายถึ
ง เครื่
องดี
ด แต่
ก็
จะมี
ความหมาย
ต่
อไปถึ
งพวกซึ่
งใช้
สายด้
วยกั
น แม้
แต่
เป็
นเครื่
องสี
อี
กด้
วย แต่
มี
พิ
ณเป็
นประธาน
ข้
อความที่
กล่
าวไว้
ในศิ
ลาจารึ
กสมั
นพ่
อขุ
นรามคํ
าแหงมหาราชมี
เพี
ยงคํ
าที่
รวบรั
ดให้
ความหมาย
อย่
างที่
ได้
พู
ดมาแล้
ว ถ้
าจะค้
นกั
นให้
ละเอี
ยดออกไปก็
เห็
นจะต้
องดู
จากหลั
กฐานในราชการต่
อ ๆ มา เช่
น
รั
ชกาลพระมหาธรรมราชาลิ
ไท เป็
นต้
น ในรั
ชกาลนี
้
มี
สิ่
งที่
เป็
นหลั
กฐาน เกี่
ยวกั
บดนตรี
ที่
น่
าจะนํ
ามาพู
ดได้
ก็
คื
อ หนั
งสื
อเรื่
อง ไตรภู
มิ
พระร่
วง ซึ่
งท่
านผู
้
ทรงคุ
ณวุ
ฒิ
ก็
ได้
รั
บรองกั
นว่
าเป็
นพระราชนิ
พนธ์
ในรั
ชกาลนี
้
ใน
ไตรภู
มิ
พระร่
วง มี
ข้
อความอยู
่
สองอย่
าง อย่
างหนึ่
งทรงแปลมาจากอรรถกถาในคั
มภี
ร์
ต่
าง ๆ อี
กอย่
างหนึ่
ง
ทรงแต่
งขึ
้
นด้
วยปรี
ชาสามารถของพระองค์
แม้
ในการแปลเป็
นคํ
าไทยก็
ต้
องอาศั
ยของที่
มี
และรู
้
จั
กกั
นอยู
่
ใน
สมั
ยนั
้
นมาใช้
เป็
นคํ
าแปลจึ
งจะเป็
นที่
รู
้
ความหมายก็
ได้
การแต่
งหนั
งสื
อนั
้
นจึ
งหน้
าจะเป็
นที่
รั
บกั
นอยู
่
แล้
วว่
า
ผู
้
แต่
งย่
อมนํ
าเหตุ
การณ์
และอารมณ์
ของผู
้
แต่
งหรื
อสิ่
งที่
ได้
พบในสมั
ยนั
้
นแทรกลงไปไว้
ด้
วยเป็
นธรรมดา เมื่
อ