Page 51 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 43 -
ตอนแรกผู
นํ
ากลุ ่
มย ั
งไม่
มี
ใครได้
เป็
นพญา ต่
อมาถึ
งสมั
ยของ เลี่
ยว เจี่
ยม เสี่
ยว เมื่
อกลุ
มเพี
ยโฒวย ้
าย
ออกไปจากพื
นที่
บริ
เวณนี
แล้
ว ก็
ได้
มี
การขยายอาณาเขตออกจากดอยช้
างไปตั
งชุ
มชนอยู
ที่
ห้
วยกาผา-
แดงและมี
บางครอบครั
วได้
ย ้
ายไปทางห้
วยน้
อย แล้
วเวลานี
“เลี่
ยว เจี่
ยม เสี่
ยว” ได้
ไปตกลงกั
บทาง
เจ้
าเมื
องเชี
ยงรายว่
าตนอาสาที่
จะเก็
บส่
วยฝิ ่
นส่
งให้
ทางการ จึ
งได้
รั
บการแต่
งตั
งให้
เป็
น “พญาฟ้
าลั
น”
ปกครองบนเทื
อกเขาลู
กนี
ต่
อจาก “เพี
ย โฒว” โดยขึ
นกั
บตํ
าบลแม่
กรณ์
อํ
าเภอเมื
องเชี
ยงราย
ในปั
จจุ
บั
นตามหลั
กฐานร่
องรอยชุ
มชนโบราณที่
ค้
นพบในพื
นที่
ห้
วยน้
อยซึ
งอยู
ทางทิ
ศเหนื
ของหมู
บ้
านผาลั
งมี
ร่
องรอยของชุ
มชนขนาดใหญ่
โดยเริ ่
มตั
งแต่
“เหยี่
ยน โฒ่
ว ด้
าม” ลากผ่
านห้
วย
น้
อยไปถึ
ง “ ห้
วยแม่
เลี่
ยม” มี
ระยะทางประมาณสองกิ
โลเมตรเศษ ตลอดอาณาบริ
เวณนี
มี
ร่
องรอย
ของที่
ตั
งบ้
านเรื
อนและหลุ
มฝั
งศพเป็
นจํ
านวนมาก จากคํ
าให้
สั
มภาษณ์
ของ ปู
ง ฟู
เหฑว่
น ผู
นํ
พิ
ธี
กรรม บ้
านกกน้
อย และ เหลย หฒั
น ควน ผู
อาวุ
โสบ้
านห้
วยแม่
ซ้
าย กล่
าวว่
าในช่
วงปี
พ.ศ.
2450-2460 (ค.ศ.1907-1917)ที่
บ้
านห้
วยน้
อยเกิ
ดโรคระบาด (โรคห่
า) ชาวอิ
วเมี่
ยนในแถบนั
นล้
มตาย
กั
นมาก จนกลุ ่
มที่
ตายช่
วงหลั
งๆ ไม่
สามารถทํ
าการประกอบพิ
ธี
กรรมอย่
างปกติ
(ปกติ
เมื่
อมี
คนตาย
ต้
องทํ
าพิ
ธี
สวดส่
งวิ
ญญาณหลายวั
นก่
อนที่
ทํ
าการฝั
งและฝั
งที
ละศพเท่
านั
น) จนต้
องใช้
วิ
ธี
การฝั
งหมู
แต่
ก็
ไม่
สามารถยุ
ติ
การระบาดของโรคร้
ายได้
ผู
คนจึ
งได้
ตั
ดสิ
นใจทํ
าพิ
ธี
กรรมยกหมู
บ้
านให้
แก่
ผี
เป็
“Yangh Horh Njaangh” (ย ั ่
ง ฮ่
อ หฌั
าง) ซึ
งคํ
านี
ผู
วิ
จั
ยเข้
าใจว่
าหมายถึ
งดิ
นแดนแห่
งพั
นธสั
ญญา
(เฉพาะเรื่
องระหว่
างคนเป็
นกั
บคนตาย)เพื่
อให้
เรื่
องราวร้
ายๆได้
ยุ
ติ
ลง แล้
วได้
ทิ
งชุ
มชนห้
วยน้
อยย ้
าย
ไปตั
งชุ
มชนใหม่
อยู
ที่
หมู
บ้
านศิ
ระ เป็
นชุ
มชนอิ
วเมี่
ยนที่
อยู
ใกล้
แม่
นํ
ากกที่
สุ
ด ปั
จจุ
บั
นมี
พี่
น้
องชาวลา
หู
แดงเข้
ามาตั
งหมู
บ้
านอยู
แทน
พญาฟ้
าลั ่
นได้
พาชาวอิ
วเมี่
ยนจากบ้
านห้
วยกาไปอยู
ที่
หมู
บ้
านศิ
ระ
ใกล้
กั
บบ้
านแม่
สลั
กถึ
งประมาณปี
พ.ศ. 2470(ค.ศ.1927) ชุ
มชนของชาวอิ
วเมี่
ยนก็
ได้
ขยายใหญ่
ขึ
ตามลํ
าดั
บ ต้
องการพื
นที่
ทํ
ากิ
นที่
อยู
ไกลออกไปจึ
งได้
ขยายพื
นที่
ปลู
กฝิ
น ปลู
กข้
าวไร่
ออกไปถึ
งที่
“ต้
ม อิ
น-เด่
ย” (แม่
สลั
กและห้
วยชมภู
เก่
า) ต่
อมาเห็
นว่
าเป็
นพื
นที่
กว้
างขวางสามารถตั
งชุ
มชนได้
ชุ
มชนของพญาฟ้
าลั
นจึ
งได้
เริ
มทยอยกั
นย ้
ายไปตั
งชุ
มชนแห่
งใหม่
ขึ
นที่
บ้
านห้
วยชมภู
เก่
า และเวลา
ต่
อมาพญาฟ้
าลั ่
นก็
ได้
เสี
ยชี
วิ
ตที่
“ต้
ม อิ
น-เด่
ย” นี
เอง บุ
ตรชายของท่
านก็
ได้
เป็
นผู
นํ
าต่
อมาชื่
อว่
“เลี่
ยว ฒง กุ
น” มี
ชื่
อไทยเรี
ยกว่
า “แก่
แสนขย ั
น” อยู
ที่
หมู
บ้
านห้
วยชมภู
(เก่
า)นี
เอง เมื่
อขึ
นเป็
นผู
นํ
แล้
วรู
สึ
กว่
ามี
ความทุ
กข์
ยากลํ
าบากจึ
งได้
นํ
าเอาป้
ายประจํ
าตํ
าแหน่
งไปส่
งคื
นให้
กํ
านั
นตํ
าบลแม่
กรณ์
ก่
อนหน้
าที่
แก่
จั ๋
นออน จะพาชาวอิ
วเมี่
ยนบนดอยอ่
างขางมาตั
งชุ
มชนอยู
บ้
านผาดํ
จนกระทั ่
งล่
าสุ
ดประมาณ พ.ศ. 2480(ค.ศ.1937) เพื่
อความสะดวกในเรื่
องการเดิ
นทางและ
ความปลอดภั
ยในการขนส่
งสิ
นค้
าจํ
าพวกชา จึ
งย ้
ายชุ
มชนขึ
นมาอยู
ติ
ดกั
บกลุ ่
มชาวอิ
วเมี่
ยนวาวี
ที่
บ้
าน
ปางกิ ่
ว บ้
านเลาแคะ และบ้
านเลาลี
ซึ
งตามบั
นทึ
กลํ
าดั
บพงศ์
พั
นธุ
แล้
วถื
อว่
าเป็
นญาติ
พี่
น้
องที่
อพยพ
ลงมาจากดอยช้
างด้
วยกั
น แก่
แสนขย ั
นก็
ได้
ย ้
ายชุ
มชนขึ
นมาตั
งอยู
ที่
บ้
านห้
วยชมภู
ใหม่
ใกล้
กั
บชุ
มชน
ของกลุ ่
ม เหลย แซ้
ง ยุ
น ซึ
งได้
ฟื
นฟู
ชุ
มชนของกลุ
มละย ั
งเมี่
ยนขึ
นมาใหม่
อยู
ที่
บ้
านห้
วยริ
น บ้
านกก