๒
คํ
านํ
า
มนุ
ษย์
ย่
อมเป็
นสิ ่
งประเสริ
ฐตั
้
งแต่
เกิ
ดหากอยู
่
ในสั
งคมที่
มี
เกี
ยรติ
และศั
กดิ
์
ศรี
ต่
างจะได้
รั
บการ
เคารพนั
บถื
อมากขึ
้
น เมื่
อมนุ
ษย์
ผู
้
นั
้
นสามารถเรี
ยนรู
้
จั
กตนเองและเรี
ยนรู
้
จากบุ
คคลอื่
น ความพิ
เศษอย่
าง
เดี
ยวที่
มนุ
ษย์
มี
เหนื
อกว่
าสรรพสิ ่
งบนโลกนี
้
คื
อมนุ
ษย์
มี
วิ
ญญาณแห่
งการสํ
านึ
กดี
ชั ่
วได้
และใช้
สามั
ญ
สํ
านึ
กนั
้
นเพื่
อการสร้
างสั
งคมที่
อยู
่
ร่
วมกั
นได้
อย่
างมี
ระเบี
ยบ มี
ความเชื่
อเรื่
องความยุ
ติ
ธรรม ความถู
กต้
อง
ดี
งามในการปฏิ
บั
ติ
ต่
อสรรพสิ ่
งที่
มนุ
ษย์
เข้
าใจได้
เกิ
ดเป็
นผลผลิ
ตเชิ
งวั
ฒนธรรมจารี
ตประเพณี
ที่
ดํ
ารงอยู
่
หรื
อเคลื่
อนไหวอย่
างสื
บเนื่
องสมกั
บเหตุ
ปั
จจั
ยในสั
งคมมนุ
ษย์
ในแต่
ละยุ
คสมั
ยแต่
ละท้
องถิ ่
นนั
้
น
เมื่
อ
สมาชิ
กคนหนึ
่
งในสั
งคมได้
รั
บความเดื
อดร้
อนเพราะเหตุ
ที่
มนุ
ษย์
อี
กบุ
คคลหนึ
่
งในสั
งคมได้
ก่
อสิ ่
งกระทบ
ต่
อผู
้
นั
้
นอย่
างไม่
สมควรคื
อไม่
ถู
กต้
องสอดคล้
องเที่
ยงตรงต่
อความจริ
งอย่
างที่
ควรจะเป็
น มนุ
ษย์
อี
กหลาย
คนในสั
งคมนั
้
นจะร่
วมรั
บรู
้
และแบ่
งเบาภาระแก่
ความเสี
ยหายอย่
างหนึ
่
งอย่
างใดนั
้
นเสมื
อนหนึ
่
งเป็
นเรื่
อง
ของตนเอง
เพื่
อให้
ความเป็
นอั
นหนึ
่
งอั
นเดี
ยวกั
นในความรั
กความหวั
งใจและความเชื่
อของสั
งคม
สามารถดํ
ารงอยู
่
ต่
อไปได้
อย่
างมี
เกี
ยรติ
และศั
กดิ
์
ศรี
ผู
้
เสี
ยหายได้
รั
บการชดเชยที่
เหมาะสม ผู
้
กระทํ
าผิ
ด
ได้
รั
บการแก้
ไขให้
คื
นกลั
บมาเป็
นคนดี
ที่
สั
งคมพร้
อมใจกั
นให้
อภั
ยและตั
้
งใจที่
จะไม่
กระทํ
าผิ
ดซํ
้
าอี
ก และ
ทุ
กคนในสั
งคมจะร่
วมกั
นปกป้
องมาตรฐานของความเป็
นมนุ
ษย์
ของกั
นและกั
นไว้
ให้
คงอยู
่
หรื
อ
เปลี่
ยนแปลงไปในทางที่
ดี
ขึ
้
นทางเดี
ยว
ที่
มาของกฎเกณฑ์
หรื
อหลั
กการเพื่
อความถู
กต้
องมี
ได้
หลายปั
จจั
ย กฎเกณฑ์
นั
้
นมั
กจะซ้
อนกั
นอยู
่
หลายระดั
บ
ขึ
้
นอยู
่
กั
บว่
ามนุ
ษย์
จะเลื
อกใช้
อย่
างไรให้
มี
ความเหมาะสมกั
บสั
งคม
บางคนเรี
ยกสิ
ทธิ
ทางเลื
อกว่
าด้
วยกฎเกณฑ์
ว่
า พหุ
นิ
ยมทางกฎหมาย “Legal Pluralism” เป้
าหมายของกฎเกณฑ์
ทางสั
งคม
คื
อการรั
กษาศี
ลธรรมของมนุ
ษย์
ให้
คงอยู
่
ร่
วมกั
นได้
กฎเกณฑ์
ยิ ่
งมากขึ
้
นเท่
าไรมนุ
ษย์
ก็
ถู
กจํ
ากั
ดมากขึ
้
น
เท่
านั
้
น ผู
้
ที่
ได้
ชื่
อว่
าเป็
นผู
้
ประเสริ
ฐควรจะรู
้
ธรรมชาติ
ของกฎหมายหาใช่
การทํ
าตั
วเป็
นพวกกฎหมายนิ
ยม
ที่
ถื
อเคร่
งครั
ดแต่
ตั
วอั
กษรและถื
อว่
าสิ
่
งอื่
นไม่
ใช่
เครื่
องมื
อแห่
งความยุ
ติ
ธรรมไปเสี
ยทั
้
งหมด เพราะการ
ถื
อเอาตั
วอั
กษรเป็
นบรรทั
ดฐานนั
้
นหลายครั
้
งอาจไม่
ตรงต่
อเจตนาของการจารึ
กอั
กษรนั
้
น
และพึ
ง
ตระหนั
กว่
ากฎหมายเป็
นเครื่
องมื
ออํ
านวยความยุ
ติ
ธรรมอย่
างหนึ
่
ง ท่
ามกลางเครื่
องมื
อหลายอย่
างที่
อาจมี
จุ
ดมุ ่
งหมายเดี
ยวกั
น
นายพิ
ชญ์
พิ
เชฐ พั
นธุ
์
พิ
สุ
มธิ
ชน
สิ
งหาคม 2551