11
ภาคเหนื
อตอนล่
างประกอบด้
วย 8 จั
งหวั
ด ได้
แก่
กํ
าแพงเพชร นครสวรรค์
สุ
โขทั
ย อุ
ตรดิ
ตถ์
พิ
ษณุ
โลก พิ
จิ
ตร
เพชรบู
รณ์
และอุ
ทั
ยธานี
พื
้
นที่
ส่
วนใหญ่
เป็
นที่
ราบลุ
่
ม อุ
ณหภู
มิ
เฉลี่
ยประมาณ 27.6 องศาเซลเซี
ยส ปริ
มาณ
นํ
้
าฝนเฉลี่
ย 1,209 มิ
ลลิ
เมตร
3.2 ประวั
ติ
ศาสตร์
ของภาคเหนื
อ
เนื่
องจากประวั
ติ
ศาสตร์
ทางภาคเหนื
อมี
มานานและเก่
าแก่
ตลอดทั
้
งเกิ
ดอาณาจั
กรที่
สํ
าคั
ญ
หลายอาณาจั
กร เช่
น อาณาจั
กรสุ
โขทั
ย และอาณาจั
กรล้
านนา เป็
นต้
น แต่
เนื่
องจากคณะผู
้
วิ
จั
ยเน้
นการศึ
กษา
ครั
้
งนี
้
ในเขตภาคเหนื
อตอนบน ที่
อยู
่
ในอาณาจั
กรล้
านนาเดิ
ม โดยมี
เมื
องหรื
อปั
จจุ
บั
นคื
อ จั
งหวั
ดเชี
ยงใหม่
เป็
นศู
นย์
กลางของอาณาจั
กร ประวั
ติ
ศาสตร์
ที่
จะกล่
าวถึ
งจึ
งมุ
่
งกล่
าวถึ
งอาณาจั
กรนี
้
โดยตรง
พิ
เศษ เจี
ยจั
นทร์
พงษ์
(2537) บุ
ญคิ
ด วั
ชรศาสตร์
(2538) สรั
สวดี
อ๋
องสกุ
ล (2539) เสนอ นิ
ลเดช
(2539) ได้
อธิ
บายถึ
งประวั
ติ
ของอาณาจั
กรล้
านนาโดยสั
งเขป ดั
งนี
้
เชี
ยงใหม่
เป็
นเมื
องสํ
าคั
ญมาแต่
โบราณ นั
บตั
้
งแต่
เมื
องเชี
ยงใหม่
เป็
นราชธานี
ในสมั
ยพระยาเม็
งราย
เมื่
อ พ.ศ. 1839 ขนานนามว่
า นพบุ
รี
ศรี
นครพิ
งค์
เชี
ยงใหม่
เป็
นศู
นย์
กลางความเจริ
ญต่
างๆ ของดิ
นแดน
ภาคเหนื
อซึ
่
งเรามั
กเรี
ยกติ
ดปากว่
า ลานนาไทย ตามจริ
งแล้
วควรเป็
น ล้
านนาไทย ควบคู
่
กั
บอาณาจั
กรล้
านช้
าง
ในสมั
ยโบราณ คํ
าว่
าล้
านนานี
้
เป็
นคํ
าอุ
ปมาว่
า นาล้
านไร่
เพราะดิ
นแดนที่
ต่
อจากเชี
ยงใหม่
ขึ
้
นไปเป็
นภู
เขาสู
ง
สลั
บซั
บซ้
อน พื
้
นที่
ตั
้
งแต่
เชี
ยงใหม่
ลํ
าพู
น ลํ
าปาง ลงมาเป็
นที่
ราบลุ
่
มอุ
ดมสมบู
รณ์
อาณาจั
กรล้
านนาถื
อว่
ามี
กษั
ตริ
ย์
ที่
สื
บเชื
้
อสายจากพระเจ้
าลาวจั
งกราช ปฐมกษั
ตริ
ย์
ผู
้
สร้
างเมื
องหิ
รั
ญนครเงิ
นยาง(เชี
ยงแสน) อั
นเป็
น
ราชธานี
ของอาณาจั
กรเงิ
นยาง เมื่
อ พ.ศ. 1181 ก่
อนที่
พญาเม็
งรายจะรวบรวมหั
วเมื
องต่
างๆและสร้
างเมื
อง
เชี
ยงใหม่
ขึ
้
นนั
้
น หั
วเมื
องต่
างๆทางภาคเหนื
อต่
างก็
ปกครองแยกต่
างหากจากกั
นเป็
นหั
วเมื
องนครรั
ฐอิ
สระ เช่
น
พะเยา มี
กษั
ตริ
ย์
เชื
้
อสายพ่
อขุ
นจอมธรรมปกครองอยู
่
เมื
องหิ
รั
ญนครเงิ
นยาง (เชี
ยงแสน) มี
กษั
ตริ
ย์
เชื
้
อสายพระ
เจ้
าลาวจั
งกราชซึ
่
งพ่
อขุ
นเม็
งรายสื
บต่
อปกครองอยู
่
เมื
องลํ
าพู
นหรื
อหริ
ภุ
ญไชย มี
กษั
ตริ
ย์
เชื
้
อสายพระนางจาม
เทวี
คื
อ พญายี
บาปกครองอยู
่
สภาพภู
มิ
ศาสตร์
ทางเหนื
อ แม้
จะเป็
นที่
ราบลุ
่
มแต่
ก็
เป็
นที่
ราบลุ ่
มในบริ
เวณหุ
บเขา สลั
บกั
บภู
เขาที่
สลั
บกั
บที่
ราบลุ
่
มหั
วเมื
องต่
างๆซึ
่
งต่
างเป็
นอิ
สระยากที่
จะรวมเป็
นอั
นหนึ
่
งอั
นเดี
ยวได้
ขณะที่
หั
วเมื
องทาง
ตอนเหนื
อพยายามที่
จะรวมตั
วกั
นนี
้
ไทยทางตอนใต้
อั
นหมายถึ
งอาณาจั
กรสุ
โขทั
ยได้
เริ
่
มสถาปนาขึ
้
น ได้
ขจั
ด
อิ
ทธิ
พลของชนชาติ
ขอมออกไปจากอาณาจั
กรสุ
โขทั
ย
พ่
อขุ
นเม็
งรายนั
้
นตามตํ
านานกล่
าวว่
า เป็
นโอรสของพ่
อขุ
นลาวเม็
งและพระนางเทพคํ
าขยาย
พ่
อขุ
นเม็
งรายมี
พระราชประสงค์
ที่
จะรวบรวมหั
วเมื
องทางตอนเหนื
อไว้
ในอํ
านาจและรวมกั
นเป็
นปึ
กแผ่
น
ขจั
ดอิ
ทธิ
พลราชวงศ์
จามเทวี
ซึ
่
งเชื่
อกั
นว่
าเป็
นอาณาจั
กรแบบมอญ เมื่
อทรงได้
ราชสมบั
ติ
ต่
อจากพระราชบิ
ดาใน
ปี
พ.ศ. 1805 พระองค์
จึ
งได้
ย ้
ายเมื
องจากหิ
รั
ญเงิ
นยาง เชี
ยงแสน มา สร้
างเมื
องเชี
ยงราย เมื่
อพ.ศ.1806 แต่
ตั
้
งอยู
่
ที่
เชี
ยงรายเพี
ยงระยะหนึ
่
ง เพราะสภาพภู
มิ
ประเทศไม่
เอื
้
ออํ
านวยในการขยายอาณาเขตพ่
อขุ
นเม็
งรายจึ
งทรงย ้
าย
เมื
องจากเชี
ยงรายมาอยู
่
ที่
เมื
องฝาง ประมาณ พ.ศ. 1817 จึ
งเห็
นได้
ว่
าพ่
อขุ
นเม็
งรายนั
้
นพยายามที่
จะโอบล้
อม
อาณาจั
กรลํ
าพู
นของ พญายี
บาทุ
กวิ
ถี
ทาง โดยการส่
งขุ
นอ้
ายฟ้
าไปเป็
นไส้
ศึ
กที่
เมื
องหริ
ภุ
ญไชย พยายามกระทํ
า