๓๐
พั
ฒนาสื
บสานกั
นมา หรื
ออาจกล่
าวได้
ว่
า ภู
มิ
ปั
ญญาเป็
นผลมาจากการใช้
สติ
ปั
ญญาปรั
บตั
วเข้
ากั
บ
สถานการณ์
ต่
าง ๆ ในพื
นที่
ที่
กลุ่
มชนนั
น ๆ ตั
งหลั
กแหล่
งถิ่
นฐานอยู่
และได้
มี
การแลกเปลี่
ยน
สั
งสั
นทน์
ทางวั
ฒนธรรมกั
บกลุ่
มชนอื่
น ๆ จากพื
นที่
สิ่
งแวดล้
อมอื่
นที่
ได้
มี
การติ
ดต่
อสั
มพั
นธ์
กั
นและมี
การรั
บเอาหรื
อปรั
บเปลี่
ยนน้
ามาสร้
างประโยชน์
หรื
อแก้
ปั
ญหาได้
ในสิ่
ง แวดล้
อมและบริ
บทของ
สั
งคมและวั
ฒนธรรมของกลุ่
มชนนั
น ซึ่
งภู
มิ
ปั
ญญามี
ทั
งที่
เกิ
ดจากประสบการณ์
ในพื
นที่
ภู
มิ
ปั
ญญา
ที่
มาจากภายนอก และภู
มิ
ปั
ญญาที่
ผลิ
ตขึ
นมาใหม่
หรื
อการผลิ
ตซ ้
าเพื่
อการแก้
ปั
ญหาและการ
ปรั
บตั
วให้
สอดคล้
องกั
บความจ้
าเป็
นและการเปลี่
ยนแปลง
๒๗
ส้
าหรั
บค้
าว่
า “ภู
มิ
ปั
ญญาท้
องถิ่
น” หรื
อ “ภู
มิ
ปั
ญญาชาวบ้
าน” ตรงกั
บ
ค้
าในภาษาอั
งกฤษว่
า (Local Wisdom) นั
นมี
นั
กวิ
ชาการหลายท่
านศึ
กษาและให้
นิ
ยาม
ความหมายไว้
หลายลั
กษณะ
ภู
มิ
ปั
ญญาท้
องถิ่
น หรื
อภู
มิ
ปั
ญญาชาวบ้
าน (Popular Wisdom) หรื
อ
ปั
ญญาชนท้
องถิ่
น (Intellectual Organic) หมายถึ
งพื
นเพรากฐานของความรู้
ชาวบ้
านหรื
อความ
รอบรู้
ของชาวบ้
านที่
จะเรี
ยนรู้
และสั่
งสมประสบการณ์
สื
บต่
อกั
นมาทั
งทางตรงคื
อประสบการณ์
ด้
วย
ตนเองหรื
อทางอ้
อมซึ่
งเรี
ยนรู้
จากผู้
ใหญ่
หรื
อความรู้
ที่
สะสมสื
บต่
อกั
นมา
๒๘
ภู
มิ
ปั
ญญาท้
องถิ่
น หมายถึ
ง ความรู้
ความคิ
ดของคนธรรมดาที่
มี
การ
เก็
บสั่
งสมไว้
ภู
มิ
ปั
ญญาท้
องถิ่
น หมายถึ
ง แกนหลั
กของการมองชี
วิ
ต การใช้
ชี
วิ
ต
อย่
างมี
ความสุ
ข
ภู
มิ
ปั
ญญาชาวบ้
าน หมายถึ
ง ทุ
กสิ่
งทุ
กอย่
างที่
ชาวบ้
านคิ
ดได้
เองที่
น้
ามาใช้
ในการแก้
ปั
ญหาเป็
นสติ
ปั
ญญา เป็
นองค์
ความรู้
ทั
งหมดของชาวบ้
านทั
งกว้
างทั
งลึ
กที่
ชาว
บานสามารถคิ
ดเองท้
าเอง โดยอาศั
ยศั
กยภาพที่
มี
อยู่
แก้
ปั
ญหาการด้
าเนิ
นชี
วิ
ตไว้
ในท้
องถิ่
น ส่
วน
ค้
าว่
า “ภู
มิ
ปั
ญญาท้
องถิ่
น” หมายถึ
ง พื
นเพพื
นฐานของความรู้
ชาวบ้
าน ซึ่
งมี
ลั
กษณะที่
เป็
น
นามธรรม เป็
นโลกทั
ศน์
ชี
วทั
ศน์
เป็
นปรั
ชญาในการด้
าเนิ
นชี
วิ
ต เป็
นเรื่
องเกี่
ยวกั
บการเกิ
ด แก่
เจ็
บ ตาย คุ
ณค่
าและความหมายของทุ
กสิ่
งทุ
กอย่
างในชี
วิ
ตประจ้
าวั
นและลั
กษรรู
ปธรรม เช่
น การ
ท้
ามาหากิ
น การเกษตรกรรม หั
ตถกรรม ศิ
ลปะ ดนตรี
และอื่
น ๆ
๒๙
ดั
งนั
นภู
มิ
ปั
ญญาท้
องถิ่
นจึ
ง
เป็
นสิ่
งที่
มี
การสั่
งสมขึ
นมาจากประสบการณ์
ชี
วิ
ต สั
งคมและในสภาพสิ่
งแวดล้
อมที่
แตกต่
างกั
นและ
มี
การถ่
ายทอดสื
บต่
อกั
นมาเป็
นวั
ฒนธรรม
๒.๔.๗.๒ การเกิ
ดของภู
มิ
ปั
ญญาท้
องถิ่
น
ภู
มิ
ปั
ญญาท้
องถิ่
นหรื
อภู
มิ
ปั
ญญาชาวบ้
านเกิ
ดจากการสะสมและการ
เรี
ยนรู้
มาเป็
นระยะเวลายาวนาน ที่
มี
ลั
กษณะของความเชื่
อมโยงสั
มพั
นธ์
กั
นไปหมดในทุ
ก ๆ เรื่
อง
โดยไม่
มี
การแยกส่
วนกั
น ดั
งที่
ประเวศ วะสี
กล่
าวว่
า “ชนเหล่
าใดที่
ด้
ารงความเป็
นกลุ่
มหรื
อชน
๒๗
เอกวิ
ทย์
ณ ถลาง. (๒๕๔๐).
ภู
มิ
ปั
ญญาชาวบ้
านสี่
ภาค :วิ
ถี
ชี
วิ
ตและกระบวนการเรี
ยนรู้
ของชาวบ้
านไทย.
กรุ
งเทพฯ :
โรงพิ
มพ์
มหาวิ
ทยาสุ
โขทั
ยธรรมาธิ
ราช, หน้
า ๑๑-๑๒.
๒๘
ส้
าเนี
ยง สร้
อยนาคพงษ์
. (มกราคม,๒๕๓๙). การใช้
ภู
มิ
ปั
ญญาท้
องถิ่
นเพื่
อส่
งเสริ
มการเรี
ยนการสอนในโรงเรี
ยน.
สาร
พั
ฒนาหลั
กสู
ตร,
๑๑,หน้
า ๒๓-๓๒.
๒๙
ส้
านั
กคณะกรรมการศึ
กษาแห่
งชาติ
. (๒๕๔๑). แ
นวทางส่
งเสริ
มภู
มิ
ปั
ญญาไทยในการจั
ดการปั
ญหา.
กรุ
งเทพฯ : เอกสาร
อั
ดส้
าเนา, หน้
า๑๐.