๒
ลั
กษณะคล้
ายควายผสมกั
บคน รู
ปลั
กษณ์
จึ
งออกมาตามจิ
นตนาการของผู้
ทาแต่
ละคน จากนั้
นจึ
ง
นาไปเขี
ยนลวดลายลงบนหน้
ากากดั
งกล่
าว และนามาใช้
สวมใส่
ร่
วมในพิ
ธี
กรรม ส่
วนประเพณี
การ
แห่
ดอกไม้
นั้
น เป็
นประเพณี
การเอาบุ
ญแห่
ต้
นไม้
เป็
นประเพณี
ที่
เกี่
ยวเนื่
องกั
บความเชื่
อในงาน
ประเพณี
บุ
ญสงกรานต์
ภายหลั
งจากวั
นตรุ
ษสงกรานต์
โดยชาวบ้
านจะนาเอาไม้
ไผ่
มาทาเป็
นต้
นหุ้
ม
ด้
วยกาบกล้
วยหรื
อหญ้
าคาจากนั้
นจึ
งทาการประดั
บประดาและตกแต่
งด้
วย ดอกคู
ณหรื
อดอก
ชั
ยพฤกษ์
และดอกไม้
ป่
าชนิ
ดอื่
น ๆ และอาจมี
เครื่
องไทยทาน เช่
น สมุ
ด ดิ
นสอ กระดาษ ฝ้
าย ไหม
ธู
ปเที
ยน มาประดั
บตกแต่
งอย่
างดงาม
จากที่
กล่
าวมาเกี่
ยวกั
บการละเล่
นของประเพณี
ท้
องถิ่
นของจั
งหวั
ดเลยดั
งกล่
าว ถ้
าได้
มี
การศึ
กษาอั
ตลั
กษณ์
เฉพาะของแต่
ละประเพณี
พร้
อมกั
บถอดรหั
สของประเพณี
เหล่
านั้
นออกมาเพื่
อ
นามาสู่
การตี
ความหมายสาหรั
บการออกแบบสร้
างสรรค์
ชุ
ดการแสดงในพิ
ธี
การต่
าง ๆ ก็
จะช่
วย
สร้
างคุ
ณค่
าเชิ
งการคิ
ดสร้
างสรรค์
และนาไปสู่
ระบบเศรษฐกิ
จเชิ
งสรรค์
ต่
อไป
เมื่
อกล่
าวถึ
งการออกแบบการแสดงนั้
นมี
มี
ทฤษฎี
เข้
าไปเกี่
ยวข้
อง ๒ ลั
กษณะคื
อ ๑) ทั
กษะ
ในการแสดงทั้
งฟ้
อนและรา การกากั
บการแสดง เสี
ยง เวที
และ เสื้
อผ้
าเพื่
อการแสดง และ ๒)
เนื้
อหาสาระการแสดงซึ่
งเป็
นเนื้
อแท้
ของการแสดง ที่
ผู้
ออกแบบการแสดงจะต้
องนาเสนอประโยชน์
ต่
อสั
งคมและชุ
มชน ๓) ปรั
ชญาทางความคิ
ดและอุ
ดมการณ์
ที่
เป็
นทั
ศนะหรื
อความเชื่
อหลายอย่
าง
ที่
นามารวมกั
น ๔) บริ
บททางทฤษฎี
ที่
จะช่
วยเป็
นหลั
กคิ
ดในการรองรั
บศิ
ลปะการแสดง ซึ่
งแสดง
เหล่
านี้
จะช่
วยให้
ผู้
ออกแบบชุ
ดการแสดงสามารถถ่
ายทอดจิ
ตวิ
ญญาณของชุ
มชนท้
องถิ่
นผ่
านการ
แสดงได้
อย่
างมี
ประสิ
ทธิ
ภาพและมี
คุ
ณค่
า
๒
อย่
างไรก็
ตาม การรู้
จั
ก อนุ
รั
กษ์
ฟื้
นฟู
และประยุ
กต์
รู
ปแบบของประเพณี
ให้
มี
ความทั
นสมั
ย
ขึ้
นบนพื้
นฐานการรู้
เท่
าทั
นรากเหง้
าของตนเองก็
จะสามารถช่
วยสร้
างภาพลั
กษณ์
ใหม่
ให้
กั
บชุ
มชน
ท้
องถิ่
น จั
งหวั
ดเลยและการท่
องเที่
ยวภายในจั
งหวั
ดเลยและจั
งหวั
ดใกล้
เคี
ยงได้
เหตุ
เพราะจั
งหวั
ด
เลยมี
ภู
มิ
ปั
ญญาท้
องถิ่
นที่
มี
การสื
บทอดมาอย่
างยาวนานและมี
ความโดดเด่
น จนมี
การเปลี่
ยนถ่
ายมา
เป็
นเกษตรกรรมและมาเป็
นประเทศอุ
ตสาหกรรม ภู
มิ
ปั
ญญาท้
องถิ่
นที่
เป็
นความรู้
สู่
การต่
อยอดคื
อ
สิ่
งที่
สาคั
ญที่
สุ
ดทั้
งในจั
งหวั
ดเลยเองและในแถบภู
มิ
ภาคเอเชี
ย การศึ
กษาเรี
ยนรู้
เพื่
อสร้
างฐานของ
รากเหง้
าให้
แข็
งแรงก่
อน และการนาพั
ฒนาสู่
การออกแบบชุ
ดการแสดงจึ
งเป็
นสิ่
งที่
ควรจะตามมาให้
ปรากฏอย่
างชั
ดเจน
ดั
งนั้
นการออกแบบชุ
ดการแสดงที่
นาเอาทฤษฎี
ตะวั
นตกที่
กล่
าวถึ
งเรื่
องความเป็
นสากล
และความเป็
นไทยเข้
ามาผสมผสานก็
จะทาให้
ชุ
ดการแสดงเกิ
ดกลิ่
นไอทางวั
ฒนธรรมและประเพณี
ท้
องถิ่
นได้
ซึ่
งก็
ยั
งมี
ปรากฏให้
เห็
นในผลงานการออกแบบสร้
างสรรค์
ที่
มี
ลั
กษณะร่
วมสมั
ย
(Contemporary) ดั
งการแสดงของภั
ทรวดี
เธี
ยเตอร์
ที่
มี
การนาเอาจิ
ตวิ
ญญาณของความเป็
นไทย
ผสมผสานเข้
ากั
บวั
ฒนธรรมสากล แนวคิ
ดการถอดรหั
สทางวั
ฒนธรรมและขนบธรรมเนี
ยม
ประเพณี
เพื่
อนามาใช้
ในการออกแบบจั
ดชุ
ดการแสดงนี้
ตอบรั
บกั
บระบบเศรษฐกิ
จบนพื้
นฐาน
ความคิ
ดสร้
างสรรค์
ที่
ถื
อว่
าเป็
นแนวคิ
ด (Concept) การพั
ฒนาประเทศ โดยมี
หั
วใจหลั
กในการ
ขั
บเคลื่
อนทั้
งกลุ่
ม ๑) มรดกทางวั
ฒนธรรม (Heritage) ที่
เป็
นเรื่
องของการแสดงออกทางวั
ฒนธรรม
ดั้
งเดิ
ม เช่
น เรื่
องเล่
า ตานาน ศิ
ลปหั
ตถกรรม เทศกาล งานเฉลิ
มฉลองต่
าง รวมถึ
งแหล่
ง
๒
พฤทธิ์
ศุ
ภเศรษฐศิ
ริ
. (๒๕๔๕).
ระบำรำเต้
น.
กรุ
งเทพฯ : ไอเดี
ยสแคว์
, หน้
า ๘-๙