191
ท่
าตั ๊
กแตนตํ
าข้
าวที่
มี
ลี
ท่
าเต้
นนั
บลั
กษณะที่
มนุ
ษย์
เข้
าใจธรรมชาติ
ส่
วนเพลงท่
ารํ
านั
้
นแนวคิ
ดการร้
อง
มาจากเพลงอาย ั
ย ซึ
่
งเป็
นเพลงเขมรผสมผสานกั
บเพลงไทยลาวเรี
ยกว่
า เพลงอาย ั
ย (พิ
ชิ
ต บุ
ราคร
อายุ
65 ปี
ครู
เกษี
ยณจากโรงเรี
ยนสุ
รวิ
ทยาคารผู
้
เคยแสดงกะน็
อบติ
งตองสมั
ยเป็
นนั
กเรี
ยนสุ
รวิ
ทยา
คารและเสนอรายการแสดงออกทางสื่
อที
วี
โทรทั
ศน์
ช่
อง 4 วิ
ลาศ โพธิ
สาร ผู
้
สั
มภาษณ์
, พิ
ชิ
ต บุ
ราคร
เป็
นผู
้
ให้
สั
มภาษณ์
ที่
บ้
านแตล อ.ศี
ขรภู
มิ
จ. สุ
ริ
นทร์
เมื่
อวั
นที่
28 พฤศจิ
กายน 2553)
ส่
วนการฟ้
อนรํ
าของชาวลาวที่
ดํ
ารงอยู
่
ได้
ทุ
กวั
นนี
้
เพราะเกิ
ดจากความเชื่
อว่
าเป็
นพวกที่
มี
ความเจริ
ญสื
บเชื
้
อสายมาจากแถน, เที
ยน,ไท, ไท้
หมายความว่
า
ฟ้
า
หรื
อ
เจริ
ญ
(สิ
ลา วี
ระวงส์
.
ประวั
ติ
ศาสตร์
ลาว.
กรุ
งเทพฯ : บริ
ษั
ทมติ
ชน. 2539, หน้
า 15.)ปั
จจุ
บั
นนี
้
ชาวลาวมี
พิ
ธี
กรรมสํ
านึ
กถึ
ง
ผี
บรรพบุ
รุ
ษ จั
ดเป็
นประเพณี
ที่
สํ
าคั
ญของชาวลาวอี
สานเรี
ยกว่
า
บุ
ญบั
้
งไฟ
จั
ดอยู
่
ในช่
วงเดื
อน
พฤษภาคมต่
อเดื
อนมิ
ถุ
นายน (เดื
อนหก)ของทุ
กปี
เป็
นประเพณี
ก่
อนฤดู
กาลทํ
านา ในแง่
มุ
ม
ประวั
ติ
ศาสตร์
และตํ
านานบุ
ญบั
้
งไฟ ซึ
่
งปรากฏในวรรณกรรมพื
้
นบ้
านหลายเรื่
อง เรี
ยกว่
า
ผาแดงนาง
ไอ่
เรื่
องพญาคั
นคาก
เป็
นต้
น กิ
จกรรมที่
เป็
นสั
ญลั
กษณ์
ที่
ปรากฏตามที่
สุ
ริ
ยา สมุ
ทคุ
ปต์
และพั
ฒนา กิ
ติ
อาษา เสนอคื
อ อวั
ยวะเพศหญิ
งชายในท่
าร่
วมเพศ มี
การแสดงในช่
วงฤดู
กาลบุ
ญบั
้
งไฟ ในลั
กษณะ
การละเล่
น ร้
องเพลง เต้
นรํ
า ตี
กลอง เป่
าแคนอย่
างสนุ
กสนาน เขาเชื่
อว่
า
เป็
นพิ
ธี
กรรมแห่
งความ
สมบู
รณ์
(สุ
ริ
ยา สมุ
ทคุ
ปต์
และพั
ฒนา กิ
ติ
อาษา.
สั
ญลั
กษณ์
สํ
าคั
ญในบุ
ญบั
้
งไฟ.
สํ
านั
กวิ
ชาเทคโนโลยี
สั
งคม มหาวิ
ทยาลั
ยเทคโนโลยี
สุ
รนารี
. 2541, หน้
า 25.)กิ
จกรรมอย่
างต่
อเนื่
องจากของการฟ้
อนรํ
า
ได้
พั
ฒนารู
ปแบบความเป็
นอั
ตตลั
กษณ์
ของชาวลาวตั
้
งแต่
อดี
ตอดี
ตถึ
งปั
จจุ
บั
น มี
การแห่
บุ
ญบั
้
งไฟ
ประกอบการฟ้
อนรํ
าให้
เกิ
ดความขลั
งมี
จั
งหวะสวยงาม แต่
งกายบ่
งบอกเป็
นตั
วเอง การร้
องเพลง
เหยา ขั
บลํ
าประกอบเสี
ยงดนตรี
และที่
สํ
าคั
ญปรั
บเปลี่
ยนเป็
นเรื่
องเป็
นราวตํ
านานชี
วิ
ต ตํ
านาน
ประวั
ติ
ความเป็
นมาของชนชาติ
ลาว พร้
อมกั
บนิ
ทานก้
อม ในรู
ปแบบการแสดงหมอลํ
าบนโรงหรื
อ
เวที
ขณะนี
้
เป็
นรู
ปแบบผสมผสานกั
บกลุ ่
มชาติ
พั
นธ์
ข้
างเคี
ยง มี
ความเป็
นสากล ตามความเจริ
ญ
สมั
ยใหม่
ที่
เรี
ยกว่
า
หมอลํ
าซิ่
ง
ซึ
่
งบทบาทที่
แสดงออกมาเป็
นที่
ยอมรั
บของกลุ
่
มชาติ
อื่
นๆ เช่
น ชาวกู
ย
ชาวเขมรในพื
้
นที่
อี
สานใต้
ท่
ารํ
าพื
้
นบ้
าน ที่
ใช้
ในระบํ
าอั
ปสรสราญ คื
อ ท่
ากั
จปกา แปลว่
า เด็
ดดอกไม้
ในท่
า
รํ
าถวายดอกไม้
มี
ทั
้
งหมด 3 ท่
า ปฏิ
บั
ติ
ต่
อเนื่
องกั
นนํ
ามาจากท่
ารํ
าเรื
อมอั
นเรหรื
อรํ
าสากของสุ
ริ
นทร์
การเลื
อกท่
ารํ
านี
้
มาบรรจุ
ไว้
เพราะตามธรรมเนี
ยมนิ
ยมในการเล่
นดนตรี
กั
นตรึ
ม เมื่
อจะจบการแสดง
จะนิ
ยมบรรเลงเพลงกั
จปกา ซึ
่
งมี
ความหมายแสดงถึ
งการจบหรื
อเลิ
กลา กั
จปกา หมายถึ
ง เด็
ด
ดอกไม้
ท่
ารํ
าพื
้
นบ้
านท่
านี
้
สอดคล้
องกั
บท่
วงทํ
านองเพลงกั
จปกา ลั
กษณะท่
ารํ
าพื
้
นบ้
านในระบํ
า
อั
ปสรสราญเป็
นการฟ้
อนรํ
าประกอบทํ
านองเพลงกั
นตรึ
ม ไม่
มี
การตี
บทประกอบการรํ
า แต่
จะเน้
น
ให้
เห็
นความสวยงามของลี
ลาการฟ้
อนรํ
าที่
พั
ฒนามาจากการตี
ความหมายของท่
ารํ
าพื
้
นบ้
าน ดั
งภาพ