138
เปรี
ยบเสมื
อนนางรํ
า หรื
อเทพธิ
ดาจากแดนสวรรค์
ซึ
่
งในสมั
ยนั
้
น กลุ ่
มนาฏศิ
ลป์
ของราชสํ
านั
กมี
หน้
าที่
เป็
นเทวทาสี
เพื่
อรั
บใช้
ในเทวสถานของศาสนาพราหมณ์
โดยรํ
าถวายในพิ
ธี
เซ่
นไหว้
เทพเจ้
า
หรื
อในพิ
ธี
ต่
างๆ ของศาสนาพราหมณ์
แต่
มาถึ
งราชสมั
ยของพระบาทชั
ยวรมั
นที่
7 การฟ้
อนรํ
าเพื่
อ
ถวายเทพเจ้
าในศาสนาพราหมณ์
ได้
เปลี่
ยนมาเป็
นการฟ้
อนรํ
าในพิ
ธี
เซ่
นไหว้
พระโพธิ
สั
ตว์
ในพุ
ทธ
ศาสนามหายาน โดยเฉพาะอย่
างยิ
่
ง พระโพธิ
สั
ตว์
อวโลติ
เกศวร ซึ
่
งมี
ลั
กษณะเหมื
อนกั
บการฟ้
อนรํ
า
ในศาสนาพราหมณ์
บนฝาผนั
งปราสาทหลายแห่
งที่
ได้
สร้
างในสมั
ยนี
้
มี
การแกะสลั
กภาพนางรํ
า
หลายสิ
บคนเช่
นกั
น เช่
น ในปราสาทบายน ปราสาทบั
นทายฉมาร์
ปราสาทตาพรหม และปราสาท
พระขรรค์
เป็
นต้
น จากศิ
ลาจารึ
ก K 313b, K 315a ได้
บอกให้
ทราบว่
า ในปราสาทตาพรหมมี
กลุ
่
ม
นาฏศิ
ลป์
อยู
่
ประจํ
าปราสาท ซึ
่
งมี
นั
กรํ
าหญิ
งจํ
านวน 615 คน ส่
วนในปราสาทพระขรรค์
มี
นั
กรํ
าหญิ
ง
จํ
านวน 1000 คน (เพชร ตุ
มกระวิ
ล แปลโดย ภู
มิ
จิ
ต เรื
องเดช. 2548 : 33)
ในสมั
ยหลั
งเมื
องพระนคร ในรั
ชสมั
ยของพระบาทพญายาด เมื่
อมี
การย ้
ายเมื
องหลวง
จากเมื
องพระนครมาอยู
่
ที่
จตุ
รมุ
ข (พนมเปญ) และในราชอาณาจั
กรได้
กลั
บมานั
บถื
อพุ
ทธศาสนา
นิ
กายหิ
นยาน ทํ
าให้
การฟ้
อนรํ
าเพื่
อถวายเทพเจ้
าในเทวสถานของศาสนาพราหมณ์
ได้
กลั
บมาอยู
่
ใน
ราชสํ
านั
ก อยู
่
เคี
ยงข้
างพระราชา เพื่
อแสดงในราชพิ
ธี
ต่
างๆ ที่
จั
ดขึ
้
นในราชวั
ง และในงานบั
นเทิ
ง
ต่
างๆ ซึ
่
งมี
ชื่
อเรี
ยกใหม่
ว่
า “ละคร หรื
อระบํ
าหลวง” ละครหลวง ได้
มี
การเจริ
ญก้
าวหน้
าในยุ
คสมั
ย
ของพระบาทจั
นทร์
ราชา ที่
มี
เมื
องหลวงที่
ละแวก และได้
แสดงเฉพาะในราชวั
งเท่
านั
้
น เกื
อบจะไม่
มี
การออกไปแสดงข้
างนอกเลย
ในสมั
ยประเทศตะวั
นตกล่
าดิ
นแดนอาณานิ
คม กั
มพู
ชาได้
เป็
นเมื
องขึ
้
นของฝรั ่
งเศส ทํ
า
ให้
กลุ
่
มระบํ
าในราชสํ
านั
กมี
โอกาสได้
ออกเดิ
นทางไปแสดงระบํ
าท่
วงท่
าโบราณที่
กรุ
งปารี
สเป็
นครั
้
ง
แรก ในปี
ค.ศ. 1906 ในรั
ชสมั
ยพระบาทนโรดม และในปี
ค.ศ. 1957 พระบาทนโรดม สี
หนุ
ได้
นํ
า
กลุ
่
มนั
กรํ
าไปแสดงที่
สหรั
ฐอาเมริ
กา เมื่
อทรงเสด็
จเยื
อนสหรั
ฐอย่
างเป็
นทางการ ในสมั
ยนี
้
ละคร หรื
อ
ระบํ
าหลวงถู
กนํ
ามาเผยแพร่
ให้
คนข้
างนอก และชาวต่
างชาติ
ได้
รั
บรู
้
พบเห็
น และก็
เป็
นช่
วงเวลาที่
มี
การพั
ฒนาการฟ้
อนรํ
า ท่
ารํ
า และชุ
ดการรํ
าใหม่
ๆ โดยมี
พระนางเจ้
ากุ
สุ
มะ นารี
รั
ตน์
ซึ
่
งเป็
นมารดา
พระบาทนโรดม สี
หนุ
ทรงได้
เอาพระทั
ยใส่
และทรงมี
พระวิ
ริ
ยะ อุ
ตสาหะ สนั
บสนุ
น ส่
งเสริ
มละคร
และระบํ
าให้
มี
ความเจริ
ญก้
าวหน้
าสู
่
สายตาชาวโลก โดยเฉพาะอย่
างยิ ่
ง มี
การพั
ฒนาด้
านท่
ารํ
า
เทคนิ
คการแสดง ความสวยงาม เครื่
องแต่
งกาย และอุ
ปกรณ์
ดนตรี
เป็
นต้
น มี
ชุ
ดการรํ
าใหม่
ๆ หลาย
รายการเกิ
ดขึ
้
น เช่
น ระบํ
าอวยพร ระบํ
าเทพ โดยเฉพาะอย่
ายิ ่
งระบํ
าเทพอั
ปสารา แล้
วได้
นํ
าไปแสดง
ในทุ
กเวที
สํ
าคั
ญๆ ทั
้
งใน และนอกประเทศ
หลั
งจากนี
้
ประเทศกั
มพู
ชาได้
ลุ
กเป็
นไฟ เพราะเกิ
ดสงครามระหว่
างกั
นเองนั
บทศวรรษ
มี
การเปลี่
ยนระบอบปกครองหลายครั
้
ง ระบอบกษตริ
ย์
ถู
กโค่
นล้
ม ทํ
าให้
ระบํ
า และละครหลวง ถู
ก