107
แต่
งกาย จะใช้
เครื่
องแต่
งกายให้
เข้
ากั
บสมั
ยลพบุ
รี
โดยใส่
เสื
้
อแขนสั
้
นสี
เหลื
องคอกลมฟ้
า ตั
ดเสื
้
อยาว
ถึ
งสะโพกบนรั
ดรู
ปเล็
กน้
อย ติ
ดสาปสี
ดํ
าเป็
นแถบที่
ปลายแขน รอบคอลงมาด้
านหน้
าจนจดชายเสื
้
อ
รอบตั
วใช้
เลื่
อมสี
ทองตกแต่
งบนแถบที่
ปลายแขน ในลั
กษณะพาหุ
รั
ด และที่
รอบคอในลั
กษณะ
กรองคอ ผ้
านุ ่
งเป็
นผ้
าป้
ายทั
บกั
นเว้
าชายข้
างหน้
ามี
ความยาวเพี
ยงครึ
่
งน่
องใช้
ผ้
าแถบคนละสี
ทาบจาก
ด้
านหน้
ายาวลงไปจนรอบชาย ทรงผมเกล้
าเป็
นมวยสู
งไว้
กลางศี
รษะ กดให้
ผมด้
านข้
างพอง
ออกเป็
นปี
ก ประดั
บด้
วยผ้
าแถบดํ
าปั
กเลื่
อมสี
ทองรั
ดรอบมวยผม รั
ดข้
อมื
อ ข้
อเท้
า พร้
อมต่
างหู
ทรง
ยาวเป็
นสายอี
ก 1 คู
่
เครื่
องดนตรี
ใช้
ดนตรี
พื
้
นเมื
องอี
สานใต้
วงมโหรี
ทํ
านองเพลงเขมรขาวหรื
อขะ
แมรซอ เนื
้
อเพลง "ระบํ
าพนมรุ
้
ง" แต่
งโดย อาจารย์
ศุ
ภภิ
ดา แผ้
วพลสง ท่
ารํ
าและออกแบบเครื่
อง
แต่
งกายโดยอาจารย์
สายชล สุ
ทธนารั
กษ์
(บั
วชู
ฝั
ก. 2553)
ระบํ
าอั
ปสรสราญ
ระบํ
าอั
ปสรสราญ เป็
นระบํ
าที่
ประดิ
ษฐ์
ขึ
้
นโดยอาจารย์
สอนนาฏศิ
ลป์
มหาวิ
ทยาลั
ยราชภั
ฏ
สุ
ริ
นทร์
คื
อ ผู
้
ช่
วยศาสตราจารย์
ดร.เครื
อจิ
ต ศรี
บุ
ญนาค เมื่
อปี
พ.ศ. 2535 โดยได้
แนวคิ
ดจากภาพ
ศิ
ลาจํ
าหลั
กปราสาทศี
ขรภู
มิ
และปราสาทนครวั
ด จั
ดแสดงครั
้
งแรกในงาน 100 ปี
การฝึ
กหั
ดครู
ไทย
ที่
หน้
าศาลากลางจั
งหวั
ด และถ่
ายทอดให้
นั
กศึ
กษาเอกนาฏศิ
ลป์
ทุ
กรุ
่
นจนถึ
งปั
จจุ
บั
น มี
การนํ
าออก
เผยแพร่
ทั
้
งภายในประเทศ และต่
างประเทศต่
อเนื่
องกั
นมา และแสดงถวายพระบรมวงศานุ
วงศ์
หลายพระองค์
เพื่
อทอดพระเนตร นอกจากนี
้
ย ั
งจั
ดแสดงในงานศิ
ลปวั
ฒนธรรมพื
้
นบ้
านนานาชาติ
ทุ
กปี
(2548-2554) มี
การขยายลงสู
่
ชุ
มชนโดยนั
กศึ
กษาสาขานาฏศิ
ลป์
ที่
จบการศึ
กษา และนํ
าไป
ถ่
ายทอดให้
นั
กเรี
ยน และคนในชุ
มชน ทํ
าให้
เกิ
ดการนํ
าไปใช้
อย่
างแพร่
หลายและปรั
บประยุ
คให้
สอดคล้
องกั
บวั
ฒนธรรมท้
องถิ ่
นตน
ระบํ
าอั
ปสรา
ระบํ
าอั
ปสรา
เป็
นระบํ
าท่
วงท่
าโบราณเขมร สร้
างขึ
้
นในปี
ค.ศ. 1962 จากพระปรี
ชา
สามารถของสมเด็
จพระนางเจ้
าศรี
สวั
สกุ
สุ
มา นารี
รั
ตน์
ซึ
่
งพระมหาชนนี
ของพระบาทนโรดม สี
หนุ
ร่
วมกั
บครู
ระบํ
านาฏศิ
ลป์
อี
กหลายท่
าน ระบํ
าอั
ปสรา เป็
นการเลี
ยนแบบการฟ้
อนรํ
าของเหล่
านาง
เทพอั
ปสรจากภาพสลั
กบนผนั
งปราสาทหิ
นในประเทศกั
มพู
ชา
ในสมั
ยประเทศตะวั
นตกล่
าดิ
นแดน
อาณานิ
คม กั
มพู
ชาได้
ตกเป็
นเมื
องขึ
้
นของฝรั ่
งเศส ทํ
าให้
กลุ
่
มระบํ
าในราชสํ
านั
กมี
โอกาสได้
ออก
เดิ
นทางไปแสดงระบํ
าท่
วงท่
าโบราณที่
กรุ
งปารี
สเป็
นครั
้
งแรก ในปี
ค.ศ. 1906 ในรั
ชสมั
ยพระบาท
นโรดม และในปี
ค.ศ. 1957 พระบาทนโรดม สี
หนุ
ได้
นํ
ากลุ ่
มนั
กรํ
าไปแสดงที่
สหรั
ฐอาเมริ
กา เมื่
อ
ทรงได้
เยื
อนสหรั
ฐเป็
นทางการ ซึ
่
งในสมั
ยนี
้
ละคร หรื
อระบํ
าหลวงถู
กนํ
ามาเผยแพร่
ให้
คนข้
างนอก
และชาวต่
างชาติ
ได้
รั
บรู
้
พบเห็
น และก็
เป็
นช่
วงเวลาที่
มี
การพั
ฒนาการฟ้
อนรํ
า ท่
ารํ
า และชุ
ดการรํ
า
ใหม่
ๆ โดยมี
พระนางเจ้
ากุ
สุ
มะ นารี
รั
ตน์
ซึ
่
งเป็
นมารดาพระบาทนโรดม สี
หนุ
ทรงได้
เอาพระทั
ยใส่