49
“เฮาหากแมนอ้
ายน้
องกั
นมาแต่
ขุ
นบรมพุ
้
น หากเจ้
าเป็
นลู
กหลานขุ
นบรมจจริ
ง เฮาอย่
ามารบ
ราฆ่
าฟั
นกั
นเลย ดิ
นแดนส่
วนที่
อยู
่
เลยดงสามเส้
า (ดงพญาไฟ) ไปจรดภู
พระยาฝอและแดนเมื
องนคร
ไทยให้
เป็
นของเจ้
า ส่
วนที่
อยู
่
เลยดงพญาไฟ ลงมาให้
เป็
นของข้
อย แล้
วจะจั
ดส่
งลู
กสาวไปจั
ดที่
อยู
่
ที่
นอนให้
” (ทองสื
บ ศุ
ภมารค ; อ้
างในสมเด็
จพระสั
งฆราชลาว. 2528 : 43)
พระเจ้
าอู
่
ทองย ั
งได้
ส่
งช้
างพลาย 51 เชื
อก ช้
างพั
ง 50 เชื
อก เงิ
นสองหมื่
น นอแรดแสนนอ กั
บ
เครื่
องบรรณาการอื่
น ๆ อี
กอย่
างละ 100 ให้
แก่
พระเจ้
าฟ้
างุ
้
มจากหลั
กฐานนี
้
อาณาจั
กรล้
านช้
างจึ
งมี
อํ
านาจครอบครองดิ
นแดนอี
สาน ยกเว้
นเมื
องนครราชสี
มา ที่
ย ั
งคงเป็
นอิ
สระอยู
่
เพราะในหนั
งสื
อ
“ King of Loas” (1985 : 35) เขี
ยนบทนํ
าโดย ยอร์
ช เซเดย์
ระบุ
ว่
าในปี
ค.ศ. 1385 อาณาเขตกรุ
งล้
าน
ช้
างทางทิ
ศตะวั
นตกติ
ดต่
อกั
บนครราช (นครราชสี
มา) ดิ
นแดนอี
สานส่
วนใหญ่
ตกอยู
่
ในอํ
านาจของ
พระเจ้
าฟ้
างุ
้
มเรื่
อยมา จนถึ
งสมั
ยพระเจ้
าไชยเชษฐาธิ
ราช ขึ
้
นครองราชย์
ระหว่
าง พ.ศ. 2091-2114 ได้
ย ้
ายเมื
องหลวงจากหลวงพระบางมาอยู
่
เวี
ยงจั
นทร์
พระองค์
ได้
ทํ
าสั
ญญาพั
นธมิ
ตรกั
บสมเด็
จพระมหา
จั
กรพรรดิ
แห่
งกรุ
งศรี
อยุ
ธยาและทั
้
งสองได้
สร้
างพระธาตุ
ศรี
สองรั
กที่
อํ
าเภอด่
ายซ้
าย จั
งหวั
ดเลย เป็
น
เขตแดนระหว่
างสองอาณาจั
กร กษั
ตริ
ย์
องค์
นี
้
ได้
สร้
างวั
ดองค์
ตื
้
อ และศาสนสถานต่
าง ๆ ในเขตเมื
อง
หนองคาย และบู
รณพระธาตุ
พนมด้
วย จึ
งอาจกล่
าวได้
ว่
า พระเจ้
าไชยเชษฐาธิ
ราชสนใจดิ
นแดนฝั ่
ง
ขวาแม่
นํ
้
าโขงมากกว่
าสมั
ยก่
อน ๆ ต่
อมาในปี
พ.ศ. 2250 ได้
เกิ
ดการแก่
งแย่
งอํ
านาจขึ
้
นในลาว ทํ
าให้
ลาวถู
กแบ่
งออกเป็
น 2 อาณาจั
กร มี
หลวงพระบางและเวี
ยงจั
นทร์
เป็
นศู
นย์
กลาง และในปี
พ.ศ. 2256
อาณาเขตเวี
ยงจั
นทร์
ทางใต้
ได้
ถู
กแบ่
งแยกออกโดยเจ้
าสร้
อยศรี
สมุ
ทรพุ
ทธางกู
ล (เจ้
าหน่
อกษั
ตริ
ย์
) มี
เมื
องนครจํ
าปาศั
กดิ
์
เป็
นเมื
องหลวง ผู
้
ครองนครจํ
าปาศั
กดิ
์
ได้
ส่
งจารย์
แก้
ว (เจ้
าแก้
วมงคล) มาเป็
นเจ้
า
เมื
องท่
งหรื
อเมื
องทุ ่
ง ในเขตอํ
าเภอสุ
วรรณภู
มิ
จั
งหวั
ดร้
อยเอ็
ด นั
บว่
านครจํ
าปาศั
กดิ
์
ได้
ขยายอํ
านาจเข้
า
สู
่
ลุ
่
มแม่
นํ
้
ามู
ล-ชี
ตอนกลาง เวลาต่
อมาลู
กหลานเจ้
าเมื
องท่
งหรื
อเมื
องสุ
วรรณภู
มิ
ได้
สร้
างเมื
อง ต่
าง ๆ
ในดิ
นแดนอี
สานมากกว่
า 15 เมื
อง
(บุ
ญช่
วย อั
ตถากร. 2522 : 55-56) เช่
น สุ
วรรณภู
มิ
ร้
อยเอ็
ด ศรี
สะเกษ มหาสารคาม ชนบท ขอนแก่
น ฯลฯ ต่
อมาเกิ
ดความไม่
ลงรอยแตกแยกกั
นระหว่
างกลุ ่
มขุ
น
นางและกษั
ตริ
ย์
ลาว ผู
้
คนได้
อพยพหนี
ภั
ยการเมื
องจากฝั
่
งซ้
ายแม่
นนํ
้
าโขงเข้
าสู
่
อี
สานเหนื
อ กลุ
่
ม
สํ
าคั
ญ ได้
แก่
กลุ
่
มเจ้
าผ้
าขาว โสมพะมิ
ตร
กลุ
่
มนี
้
อพยพผู
้
คนมาตั
้
งอยู
่
ริ
มนํ
้
าปาว คื
อ บ้
านแก่
งส้
มโฮง (สํ
าโรง) เจ้
าโสมพะมิ
ตรได้
เข้
าเฝ้
า
รั
ชกาลที่
1 ที่
กรุ
งเทพฯ เพื่
อถวายความจงรั
กภั
กดี
และเนื่
องจากมี
กํ
าลั
งคนถึ
ง 4,000 คน รั
ชกาลที่
1
จึ
งโปรดเกล้
าให้
ยกบ้
านแก่
งส้
มโฮงเป็
นเมื
องกาฬสิ
นธุ
์
ขึ
้
นตรงต่
อกรุ
งเทพฯ และเจ้
าโสมพะมิ
ตร
ได้
รั
บบรรดาศั
กดิ
์
เป็
น “พระไชยสุ
นทร” เจ้
าเมื
องกาฬสิ
นธุ
์