Page 53 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

๓๙
แสดงออกทางกิ
ริ
ยาท่
ารํ
าเต้
นที่
เรี
ยกว่
า “จั
งหวะรํ
าสาก” อยู
๓ ลั
กษณะ คื
อ ๑) การเข้
าสากมี
๒ แบบ
คื
อ จื
งมู
ย (ขาเดี
ยว) จื
งปี
ร (๒ ขา) ๒) ลี
ลาเข้
าสาก มี
“เรื
อมจ๊
ะฮ์
กะบั
จฮ์
” (รํ
าหมดตั
ว) “เรื
อมจ๊
ะฮ์
เจ๊
ะฮ์
(รํ
าต้
านลม) ๓) รํ
ารอบสาก แบ่
งออกเป็
นกิ
ริ
ยามื
อจี
บ ๒ แบบ คื
อ ซั
งก็
อตได (จี
บกดนิ
ว) ตะเปื
อนได
(จี
บขั
ดนิ
ว) และการทรงตั
วมี
๒ แบบ คื
อ “ปั
ญช็
จญ์
” (สื
บเท้
าชิ
ด) “จั
ญเติ ๊
จญ์
” (โหย่
งขา) ซึ
งเอกลั
กษณ์
ในโล้
ดอั
นเรได้
ส่
งผ่
านไปย ั
งเรื
อมอั
นเรในช่
วงต่
อมา
เรื
อมอั
นเร เป็
นชุ
ดการแสดงที่
ประดิ
ษฐ์
ขึ
นมาจากโล้
ดอั
นเรและได้
เข้
าไปเป็
นฉากหนึ
งในงาน
แสดงของช้
างตั
งแต่
ปี
พ.ศ. ๒๕๐๓ จนถึ
งปั
จจุ
บั
น การศึ
กษาพบว่
ามี
การปรั
บเปลี่
ยนรู
ปแบบ ๔ ช่
วง
ใหญ่
ๆ คื
อ ๑) การปรั
บเปลี่
ยนให้
เป็
นศิ
ลปะการแสดง ได้
เลื
อกเอามาเพี
ยง ๓ จั
งหวะ คื
อ จื
งมู
ย จื
งปี
และ มะโล้
บโดงและย ั
งคงเอกลั
กษณ์
ดั
งเดิ
มของโล้
ดอั
นเรทั
ง ๓ ลั
กษณะไว้
๒) การหยิ
บยื
มรู
ปแบบ
ของศิ
ลปะการแสดงด้
วยการนํ
าเอาลี
ลาทางนาฏยศิ
ลป์
แบบกรมศิ
ลปากรเข้
ามาผสมเพิ
มท่
ารํ
าอี
ก ๒
จั
งหวะ คื
อ ท่
าออก (จื
งปี
รช้
า) และกั
จปกา (เด็
ดดอกไม้
) แต่
ย ั
งคงเอกลั
กษณ์
บางอย่
างในโล้
ดอั
นเรอยู
๓) การปรั
บปรุ
งท่
ารํ
าให้
มี
แบบแผนทางนาฏยศิ
ลป์
ด้
วยการปรั
บลี
ลาท่
ารํ
าให้
อ่
อนช้
อย ประณี
ตตาม
เกณฑ์
มาตรฐานของศิ
ลปะการแสดงอย่
างที่
กรมศิ
ลปากรกํ
าหนด ได้
เพิ
มท่
าปะกุ
มกรู
(ไหว้
ครู
) และท่
เชื่
อม เรี
ยบเรี
ยงเพลงที่
มี
อยู
หลายทํ
านองให้
เป็
นเนื
อเดี
ยวกั
นเพื่
อให้
การแสดงลื่
นไหลไม่
หยุ
ดชะงั
ก ตั
เอกลั
กษณ์
บางอย่
างในโล้
ดอั
นเรออกไปนํ
าเอกลั
กษณ์
เฉพาะมาปรั
บลี
ลาให้
มี
กิ
ริ
ยาอ่
อนช้
อย ประณี
ขึ
น ๔) การแตกหน่
อต่
อแขนงและแปลงรู
ป เกิ
ดจากนโยบายทางการศึ
กษาและวั
ฒนธรรมที่
มุ
งเน้
ส่
งเสริ
มนาฏยศิ
ลป์
พื
นเมื
องอี
กทั
งนโยบายการท่
องเที่
ยวส่
งผลให้
เกิ
ดรู
ปแบบเรื
อมอั
นเรขึ
นมา ๓ แบบ
คื
อ แบบดั
งเดิ
ม (จั
งหวะรํ
าสาก) แบบครู
นาฏยศิ
ลป์
(รํ
าสาก) และแบบประยุ
กต์
(ลู
ดอั
นเดร)
ศิ
ลปะนิ
พนธ์
เรื่
อง เรื
อมกั
นตรึ
ม : กรณี
ศึ
กษากลุ
มชนชาวอี
สานใต้
มี
วั
ตถุ
ประสงค์
เพื่
อศึ
กษา
ความเป็
นมาและวิ
ถี
ชี
วิ
ตของชาวอี
สานใต้
ศึ
กษาความเป็
นมาและรู
ปแบบการแสดงเรื
อมกั
นตรึ
มของ
นางแก่
นจั
นทร์
นามวั
ฒน์
ศิ
ลปิ
นพื
นบ้
านดี
เด่
นจั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
โดยการศึ
กษาและรวบรวมข้
อมู
ลจาก
เอกสารวิ
ชาการ งานวิ
จั
ย ตลอดจนการสั
มภาษณ์
จากผู
เชี่
ยวชาญและการลงภาคสนามเก็
บข้
อมู
ล เพื่
เป็
นแนวทางในการนํ
าเสนอการแสดง ผลจากการศึ
กษาพบว่
ากลุ
มชนชาวอี
สานใต้
เป็
นกลุ
มชนที่
มี
วิ
ถี
ชี
วิ
ตอยู
อย่
างเรี
ยบง่
าย เอื
อเฟื
อเผื่
อแผ่
ต่
อกั
น ในสั
งคมย ั
งคงรั
กษารู
ปแบบขนบธรรมเนี
ยม ประเพณี
พิ
ธี
กรรมวั
ฒนธรรมและภาษาที่
เป็
นเอกลั
กษณ์
จนถึ
งปั
จจุ
บั
น เรื
อมกั
นตรึ
มเป็
นการละเล่
นอย่
างหนึ
ของกลุ ่
มชนชาวอี
สานใต้
ที่
ใช้
เล่
นในเทศกาลต่
าง ๆ เป็
นการฟ้
อนรํ
าประกอบวงดนตรี
เพลงกั
นตรึ
ซึ
งได้
รั
บวิ
วั
ฒนาการมาจากเพลงปฏิ
พากย์
การใช้
กลองสก๊
วล การเล่
นเจรี
ยงเบริ
น การฟ้
อนรํ
าแบบ
ชาวบ้
าน พิ
ธี
กรรมและย ั
งมี
การละเล่
นอี
กหลายอย่
างที่
มี
อิ
ทธิ
พลต่
อการแสดงเรื
อมกั
นตรึ
ม เช่
การละ เล่
นอาย ั
ย การแข่
งขั
นเ รื
อพาย จากกการละ เล่
นต่
าง ๆ เหล่
านี
ทํ
าให้
เกิ
ดการแสดง
เรื
อมกั
นตรึ
มขึ
น โดยได้
เลี
ยนแบบมาจากกิ
ริ
ยาท่
าทางของมนุ
ษย์
และสั
ตว์
กิ
ริ
ยาท่
าทางในพิ
ธี
กรรมมา
ประกอบเป็
นท่
ารํ