๓๘
เชื่
อและการเคารพบู
ชาองค์
พระธาตุ
ศรี
สองรั
ก เน้
นความเป็
นสั
ญลั
กษณ์
ที่
แสดงถึ
งความสั
มพั
นธภาพ
อั
นดี
ของทั
้
งสองประเทศให้
คงอยู
่
ตลอดไป
พรรณราย คํ
าโสภา(๒๕๔๐) ศึ
กษาพบว่
า ดนตรี
พื
้
นบ้
านกั
นตรึ
ม เพลงประกอบการแสดง
แต่
เดิ
มมี
จุ
ดประสงค์
ในการบรรเลง เพื่
อความสนุ
กสนานร่
าเริ
งของชาวบ้
าน เป็
นทํ
านองสั
้
น ๆ ไม่
มี
รู
ปแบบที่
แน่
นอน ต่
อมาในการปรั
บปรุ
งพั
ฒนาให้
เป็
นรู
ปแบบมากขึ
้
น โดยได้
รั
บการอนุ
รั
กษ์
ส่
งเสริ
ม
จากหน่
วยงานทางราชการ ให้
ผู
้
ชํ
านาญทางดนตรี
กั
นตรึ
ม นํ
าเอาบทเพลงเก่
าแก่
ที่
มี
ความไพเราะ
อ่
อนหวาน สนุ
กสนานและได้
รั
บความนิ
ยมในชุ
มชน เป็
นเวลาอั
นยาวนาน นํ
ามาใช้
บรรเลง
ประกอบการแสดงกั
นตรึ
ม และเพลงประกอบการแสดงใช้
แสดงในงานต่
าง ๆ ทั
่
วไป ทั
้
งงานมงคล
และงานอวมงคล แต่
เดิ
มเครื่
องแต่
งกาย นั
กดนตรี
ผู
้
รํ
า ผู
้
แสดง ไม่
ได้
คํ
านึ
งถึ
งมากนั
ก แต่
งกายตาม
สบายตามสมั
ยนิ
ยม ต่
อมามี
การปรั
บปรุ
งให้
มี
การแต่
งกายตามประเพณี
นิ
ยม สวยงามมากขึ
้
น มาตรา
เสี
ยงแต่
เดิ
มมี
ลั
กษณะเฉพาะ ต่
อมาได้
รั
บอิ
ทธิ
พลจากดนตรี
ตะวั
นตก ทํ
าให้
มาตราเสี
ยงของเพลง
กั
นตรึ
มเปลี่
ยนไป ใกล้
เคี
ยงกั
บมาตราเสี
ยงสากลมากขึ
้
น การเที
ยบเสี
ยงจะนิ
ยมใช้
ซอเที
ยบเสี
ยงเข้
ากั
บ
เสี
ยงปี่
อ้
อ โดยเที
ยบเสี
ยงเป็
นคู
่
๔ และคู
่
๕ คํ
าร้
องจะเป็
นภาษาเขมรสู
ง (คแมลื
อ) หรื
อภาษาเขมรปน
ไทย การประสานเสี
ยงจะเกิ
ดขึ
้
น โดยบั
งเอิ
ญเพราะลั
กษณะการบรรเลงผู
้
บรรเลงดนตรี
กั
นตรึ
ม เครื่
อง
ดนตรี
ที่
บรรเลงทํ
านอง ตรั
ว ปี่
อ้
อ จะบรรเลงคลอเสี
ยงร้
อง รู
ปแบบโครงสร้
างฉั
นทลั
กษณ์
ของบทเพลง
จะเป็
นทํ
านองที่
ซํ
้
า ๆ กลั
บไปกลั
บมา ทํ
าให้
ฟั
งง่
าย เข้
าใจง่
าย
บทเพลงประกอบการแสดงของหมู ่
บ้
านดงมั
น แต่
ละบทเพลงจะทํ
านองที่
สั
้
น ๆ ไม่
สลั
บซั
บซ้
อน จั
งหวะ ทํ
านอง มี
ความไพเราะง่
ายต่
อการจดจํ
า มี
สํ
าเนี
ยงนุ ่
มนวล เทคนิ
คการบรรเลง
แพรวพราว เป็
นเอกลั
กษณ์
เฉพาะของชาวอี
สานใต้
ภั
คกวิ
นทร์
จั
นทร์
ทอง(๒๕๔๗) วิ
ทยานิ
พนธ์
เรื่
องพั
ฒนาการเรื
อมอั
นเร มี
วั
ตถุ
ประสงค์
เพื่
อ
ศึ
กษาถึ
งความเป็
นมา พั
ฒนาการและการปรั
บเปลี่
ยนรู
ปแบบของการแสดงเรื
อมอั
นเรจากอดี
ตถึ
ง
ปั
จจุ
บั
นที่
ปรั
บปรุ
งมาจากการละเล่
นพื
้
นบ้
านโล้
ดอั
นเรของกลุ ่
มชาติ
พั
นธุ
์
เขมรจั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
โดย
กํ
าหนดกรอบการศึ
กษาออกเป็
น ๒ ส่
วน คื
อ ๑) ศึ
กษาถึ
งความเป็
นมาของโล้
ดอั
นเร (เต้
นสาก) ที่
มี
ความสั
มพั
นธ์
กั
บบริ
บททางสั
งคมและวั
ฒนธรรม ๒) ศึ
กษาถึ
งการปรั
บเปลี่
ยนรู
ปแบบของเรื
อมอั
นเร
(จั
งหวะรํ
าสาก) ที่
ประดิ
ษฐ์
ขึ
้
นมาใหม่
จากการเล่
นโล้
ดอั
นเรดั
้
งเดิ
ม ผลการศึ
กษาพบว่
า
๑.
โล้
ดอั
นเร เป็
นการละเล่
นพื
้
นบ้
านตามประเพณี
เดื
อนแคแจ๊
ต (เดื
อน ๕) ของ
กลุ ่
มชาติ
พั
นธุ
์
เขมรที่
มี
ความสั
มพั
นธ์
กั
บความเชื่
อที่
เป็
นข้
อห้
ามให้
เล่
นได้
ปี
ละ ๑ ครั
้
ง มี
บทบาทหน้
าที่
ทั
้
งต่
อปั
จเจกบุ
คคลและต่
อสั
งคมโดยรวม การเล่
นโล้
ดอั
นเรจะแสดงออกในการกระโดด เต้
น รํ
าอย่
าง
อิ
สระเต็
มที่
เป็
นการผ่
อนคลายความตึ
งเครี
ยดจากการปฏิ
บั
ติ
ภาระกิ
จและต้
องรั
กษาขนบจารี
ตปฏิ
บั
ติ
อย่
างเคร่
งครั
ด (โดยเฉพาะผู
้
หญิ
ง) การแสดงออกจึ
งเป็
นลั
กษณะขบถข้
อห้
ามตามประเพณี
และย ั
งมี
บทบาทในการสร้
างความสมานฉั
นท์
ในชุ
มชนอี
กด้
านหนึ
่
ง ในโล้
ดอั
นเรย ั
งพบอี
กว่
ามี
เอกลั
กษณ์
ที่