80
นิ
ยมในคุ
ณค่
าของดนตรี
ทุ
กประเภทเพราะว่
าดนตรี
แต่
ละประเภท ต่
างก็
มี
ความเหมาะสมตามแต่
โอกาส
และอารมณ์
ที่
แตกต่
างกั
นไป...” (พระสุ
รเสี
ยง พระบาทสมเด็
จพระเจ้
าอยู
่
หั
ว พระราชทานสั
มภาษณ์
แก่
สื่
อมวลชนชาวอเมริ
กั
นในรายการวิ
ทยุ
เสี
ยงอเมริ
กา เมื่
อวั
นที่
27 มิ
ถุ
นายน 2503)
ดนตรี
เกิ
ดจากการสร้
างสรรค์
ของมนุ
ษย์
และสิ ่
งที่
สร้
างสรรค์
นี
้
จั
ดว่
าเป็
นส่
วนหนึ
่
งของ
วั
ฒนธรรม ดนตรี
จะเข้
าไปเกี่
ยวข้
องกั
บวิ
ถี
ชี
วิ
ตของคนในทุ
กๆ ระดั
บซึ
่
งอาจเกิ
ดจากแรงบั
นดาลใจ ที่
จะ
พยายามสะท้
อนภาพความเป็
นจริ
งของตน หรื
อสะท้
อนภาพความเป็
นจริ
งของสั
งคมที่
เกิ
ดขึ
้
นในแต่
ละ
ยุ
คสมั
ย ปั
จจั
ยความเป็
นอยู
่
สภาวะแวดล้
อมจะเป็
นตั
วกํ
าหนดหรื
อเป็
นวั
ตถุ
ดิ
บที่
จะนํ
ามาผสมผสานและ
สร้
างสรรค์
กั
บแนวคิ
ดทางศิ
ลปะที่
สะท้
อนผ่
านออกมาทางดนตรี
และบทเพลงในแง่
มุ
มต่
างๆ ได้
อย่
าง
ชั
ดเจน
ดนตรี
หรื
อบทเพลงเปรี
ยบเสมื
อนการบั
นทึ
กภาพทางประวั
ติ
ศาสตร์
ชนิ
ดหนึ
่
งที่
สะท้
อน
เหตุ
การณ์
สํ
าคั
ญต่
างๆ หรื
อสะท้
อนแนวคิ
ด อุ
ดมการณ์
ในแต่
ละยุ
คสมั
ยอย่
างต่
อเนื่
อง เช่
น การนํ
าดนตรี
และบทเพลงมาเพื่
อเป็
นสื่
อในการต่
อสู
้
ทางปั
ญญาเพื่
อแย่
งชิ
งพื
้
นที่
ทางสั
งคมตลอดจนพื
้
นที่
ทาง
วั
ฒนธรรม ซึ
่
งทํ
าให้
สามารถมองเห็
นถึ
งวิ
ธี
คิ
ด สาระ และภาพสะท้
อน ต่
างๆ ในสั
งคมที่
มี
มิ
ติ
สั
มพั
นธ์
ใน
หลายๆ ด้
านที่
น่
าสนใจ จากประสบการณ์
ของมนุ
ษยชาติ
ตั
้
งแต่
อดี
ตมา เป็
นเครื่
องแสดงให้
เห็
นว่
าไม่
มี
สิ ่
งใดที่
จะเชื่
อมความสั
มพั
นธ์
ของมนุ
ษย์
ให้
กระชั
บได้
ดี
เท่
ากั
บเสี
ยงดนตรี
มี
มนุ
ษย์
ก็
มี
เสี
ยงดนตรี
เสี
ยงดนตรี
เป็
นเสี
ยงที่
รวมมนุ
ษย์
ขงจื
้
อนั
กปราชญ์
ชาวจี
นได้
กล่
าวเอาไว้
ว่
า “ดนตรี
นํ
าความสามั
คคี
สู
่
ปวงชน ดนตรี
เป็
นภาษาสากลที่
ทุ
กคนรั
บรู
้
ได้
สั
ญลั
กษณ์
เป็
นสื่
อภาษาทางปั
ญญา ในขณะที่
ดนตรี
เป็
น
สื่
อแห่
งจิ
ตใจ” (สุ
กรี
เจริ
ญสุ
ข ,2538 : หน้
า 8 ) อย่
างเช่
นที่
ท่
านพุ
ทธทาสได้
กล่
าวไว้
ว่
า ดนตรี
และศิ
ลปะ
บริ
สุ
ทธิ
์
มี
คุ
ณสนั
บสนุ
นความมี
จิ
ตว่
าง เราฟั
งดนตรี
กั
นที่
ความไพเราะ ก็
เหมื
อนกั
บการศึ
กษาธรรมะกั
น
เพราะความไพเราะของธรรมะนั
้
นเอง”
ดนตรี
หรื
อบทเพลงนั
้
นถื
อได้
ว่
าเป็
นภาษาแห่
งอารมณ์
ซึ
่
งคี
ตกวี
หรื
อนั
กแต่
งเพลงได้
พยายาม
กระตุ
้
นออกมาเป็
นเสี
ยงเพลง มี
ทั
้
งที่
จงใจกระตุ
้
นและที่
เกิ
ดจากประสบการณ์
ของตนเองดั
งกล่
าวแล้
วใน
ตอนต้
นว่
าเพลงเป็
นสื่
อกลางในการติ
ดต่
อ และการทํ
าความเข้
าใจกั
นระหว่
างมนุ
ษย์
ที่
เก่
าแก่
ที่
สุ
ด เพลงจึ
ง
เป็
นภาษาหรื
อเครื่
องมื
อที่
สํ
าคั
ญของมนุ
ษย์
ในสื่
อความคิ
ดต่
อกั
น
เพลงเป็
นงานทางศิ
ลปะที่
มนุ
ษย์
สร้
างสรรค์
เพื่
อใช้
เป็
นสื่
อ การแต่
งเพลงนั
้
นเป็
นจุ
ดหนึ
่
งที่
นั
ก
ดนตรี
ทั
้
งหลาย ควรจะทํ
าเพราะการแต่
งเพลง จะบ่
งบอกถึ
ง ความรู
้
สึ
ก อารมณ์
จิ
นตนาการ และความ
เป็
นตั
วตนของนั
กดนตรี
คนนั
้
น การแต่
งเพลง แต่
งคํ
าร้
องหรื
อทํ
านอง การเรี
ยบเรี
ยงเสี
ยงประสานเป็
น
เรื่
องของศิ
ลปะที่
ไม่
มี
ผิ
ดถู
ก มี
แต่
ชอบ ไม่
ชอบ ดี
ไม่
ดี
ต้
องมี
ความคิ
ดรวบยอด ( Concept ) ก่
อนว่
า
เราจะเล่
าเรื่
องราวอะไร จะเป็
นสถานที่
หรื
อ อาชี
พแบบว่
าตั
วละครในเพลงอยู
่
ที่
ไหนทํ
าอะไร