Page 30 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

22
มี
ส่
วนร่
วมในกระบวนการสื่
อสารได้
มากว่
าแบบจํ
าลองเชิ
งการถ่
ายทอดข่
าวสาร (กาญจนา แก้
วเทพ
พี
รญา ศรี
เพชราวุ
ธ, 2551)
2.
ศั
กยภาพของการสื่
อสารในการเชื่
อมโยงปั
จเจกบุ
คคลเข้
ากั
บประเด็
นเรื่
องราวต่
าง ๆ
หากเราใช้
แนวคิ
ดเชิ
งนิ
เวศวิ
ทยาที่
อธิ
บายว่
า สรรพสิ
งทุ
กอย่
างในโลกแห่
งความเป็
นจริ
งล้
วนโยงใยเกาะ
เกี่
ยวกั
นเป็
นระบบสายโซ่
แห่
งชี
วิ
ต ดั
งบทสรุ
ปที่
ว่
า “เด็
ดดอกไม้
ดอกหนึ
งสะเทื
อนไปถึ
งดวงดาว” แต่
ก็
มี
ข้
อน่
าสั
งเกตว่
า ทั
งๆ ที่
ในโลกแห่
งความเป็
นจริ
ง สรรพสิ
งล้
วนสั
มพั
นธ์
เชื่
อมโยงกั
น แต่
เพราะเหตุ
ใด
ในโลกแห่
งความคิ
ดคํ
านึ
งของบุ
คคลจึ
งมี
ความเข้
าใจว่
า “เรื่
องนี
เราไม่
เกี่
ยว ไม่
ใช่
เรื่
องของเรา”
เพราะเหตุ
ใดจึ
งเกิ
ดช่
องว่
างหรื
อความไม่
สอดคล้
องกั
นระหว่
าง “โลกแห่
งความเป็
นจริ
งที่
โยงใย
และโลกแห่
งความคิ
ดที่
แตกแยก” เราอาจอธิ
บายปรากฏการณ์
ช่
องว่
างดั
งกล่
าวได้
จากแนวคิ
ดเรื่
องการ
สื่
อสารดั
งนี
คื
1.
เหตุ
ผลประการแรก
เราอาจเปรี
ยบเที
ยบ “ระบบวิ
ธี
คิ
ด” ของมนุ
ษย์
เราว่
าเป็
นตั
วโปรแกรม
คอมพิ
วเตอร์
และโปรแกรมของคนที่
คิ
ดว่
า “เรื่
องของป่
าไม้
เชี
ยงใหม่
คนกรุ
งเทพฯ ไม่
เกี่
ยวข้
องนั
น” ก็
คื
อ โปรแกรมที่
มี
ชื่
อว่
า “ความคิ
ดแบบแตกแยกหรื
อแบบแยกส่
วน” วิ
ธี
คิ
ดแบบนี
ถู
กติ
ดตั
งหรื
อป้
อนเข้
สู
สมองของคนเราโดยผ่
านทั
ง ประสบการณ์
ในชี
วิ
ตประจํ
าวั
นทุ
กๆ วั
นที่
แตกแยก เช่
น ชี
วิ
ตที่
ถู
กกั
งขั
อยู
แต่
ในเขตกรุ
งเทพฯ ทํ
าให้
เรามองไม่
เห็
นเชี
ยงใหม่
หรื
อผ่
านวิ
ธี
การให้
ข่
าวสารที่
แตกแยก เช่
น เวลา
เรารั
บฟั
งข่
าวการลั
กลอบทํ
าลายป่
าไม้
ที่
เชี
ยงใหม่
ซึ
งมี
ผลทํ
าให้
แม่
นํ
าปิ
ง แห้
งเหื
อด แต่
ในรายงาน
ข่
าวก็
จบลงเพี
ยงแค่
นั
น โดยไม่
มี
การโยงใยมาให้
เห็
นความเชื่
อมโยงถึ
งชี
วิ
ตของผู
รั
บสารที่
กรุ
งเทพฯ
การตั
ดถนนทางความคิ
ดเชื่
อมต่
อระหว่
าง “ข้
อมู
ลข่
าวสาร” กั
บ “ชี
วิ
ตของผู
รั
บสาร” นี
เอง ทํ
าให้
เกิ
ความแตกแยกระหว่
างคํ
าว่
า “การั
บรู
ข่
าวสาร” (information) เฉยๆ กั
บ “ความรู
/ความเข้
าใจ”
(understanding / knowledge)“รู
ข้
อมู
ลข่
าวสารมากมาย แต่
ไม่
มี
ความเข้
าใจ” ก็
เนื่
องจากไม่
มี
ถนน
เชื่
อมต่
อสายดั
งกล่
าว
2.
เหตุ
ผลประการที่
สอง
เป็
นแนวคิ
ดของสํ
านั
กคิ
ด “ประกอบสร้
างนิ
ยม” (constructionism)
ที่
เชื่
อว่
า “ความเป็
นจริ
ง”(reality) นั
นไม่
ให้
เกิ
ดขึ
นมาเอง ตามธรรมชาติ
หากแต่
มาถู
กประกอบสร้
าง
ขึ
น (construct) และเครื่
องมื
อที่
ใช้
ประกอบสร้
างนั
นก็
คื
อการสื่
อสาร กรณี
ตั
วอย่
างที่
แสดงให้
เห็
นอย่
าง