๒๒
๓.๓.๑ พิ
ธี
กรรมก่
อนการแสดง
๓.๓.๑.๑ การปลู
กโรง คื
อ การทํ
าพิ
ธี
กรรมที
่
เกี
่
ยวข้
องกั
บการปลู
กโรง เพื
่
อ
ใช้
ในการแสดงละคร ซึ
่
งโรงละคร ปกติ
มั
กสร้
างกลางแจ้
ง หั
นหน้
าไปทางด้
านสิ่
งศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
ขึ
งผ้
าสี
่
มุ
ม
มี
เสา ๔ เสา โดยมี
ผ้
าสํ
าหร ั
บบั
งแดด ฝน ตรงกลางมี
เสาสํ
าหร ั
บคํ
้
า ให้
ผ้
าสู
งขึ
้
นไม่
อั
บลม และเป็
นที
่
เก็
บซองคลี
(ซองอาวุ
ธ) เสากลาง ถื
อเป็
นเสามหาชั
ยเป็
นสิ่
งสํ
าคั
ญมาก (สมั
ยก่
อนใช้
ไม้
ชั
ยพฤกษ์
)
เพราะมี
ความหมาย ถื
อว่
า แทนองค์
พระวิ
สสุ
กรรม หรื
อเป็
นเสาที
่
พระวิ
สสุ
กรรมเสด็
จมาประทั
บ
อมรา กลํ
่
าเจริ
ญ (๒๕๓๗ : ๗๙ - ๘๐) อธิ
บาย พิ
ธี
กรรมการปลู
กโรงว่
า ใช้
เสากลางของโรงละคร
ชาตรี
แบบโบราณ ทํ
าพี
ธี
ปลู
กโรง โดยผู
้
เป็
นนายโรงต้
องทํ
าพิ
ธี
ใช้
กิ่
งมะยม (ชื
่
อเป็
นมงคล) จาก
เจ้
าภาพ ดอกไม้
ธู
ป เที
ยน และตอกไม้
ไผ่
๓ เส้
น ด้
วยการไหว้
แม่
พระธรณี
ในบริ
เวณที
่
เป็
นที
่
แสดง
ไหว้
พระภู
มิ
เจ้
าที
่
และไหว้
แม่
ย่
านางเสาทุ
กต้
นที
่
อยู
่
รอบเวที
ตั
้
งนะโม ๓ จบ ต่
อด้
วยคาถาบทชุ
มนุ
ม
เทวดา การว่
าคาถาปลู
กโรงกํ
ากั
บการใช้
ตอก ๓ เส้
น ผู
กกิ่
งมะยมกั
บเสากลาง ๓ เปลาะนั
้
น จึ
งมี
ผู
้
เรี
ยกพิ
ธี
กรรมนี
้
ว่
า “ผู
กโรง” การว่
าคาถาและการผู
กตอก จะทํ
าสั
มพั
นธ์
กั
น โดยผู
้
ทํ
าพิ
ธี
ท่
องคาถาว่
า
“มะเทนะ วิ
สะ” ผู
้
ทํ
าพิ
ธี
จะบิ
ดตอกหมุ
นเป็
นเกลี
ยวจากซ้
ายไปขวา แล้
วสอดปลายตอกเสี
ยบขึ
้
น ให้
พอดี
กั
บคาถา ที
่
ว่
า “เท-พะ” การผู
กกิ่
งมะยมทั
้
ง ๓ เปลาะนี
้
ต้
องผู
กเรี
ยงสลั
บลงมา ซึ
่
งการผู
กตอก
แต่
ละเส้
น ผู
้
ทํ
าพิ
ธี
ว่
าคาถากํ
ากั
บทุ
กคร ั
้
ง
๓.๓.๑.๒ การบู
ชาครู
มี
ความหมายหลายนั
ย สรุ
ปได้
เป็
น ๔ ความหมาย
คื
อ ครู
ที
่
เป็
นเทพ (หมายถึ
ง ครู
ของครู
ที
่
ได้
ล่
วงลั
บไปแล้
วถื
อว่
าไปเป็
น เทวดา) ครู
ที
่
อบรมสั
่
งสอน
โดยตรง (หมายถึ
ง ครู
ที
่
ร ั
บเป็
นศิ
ษย์
) ครู
ที
่
แนะนํ
าสั
่
งสอน (หมายถึ
ง เพื
่
อนนั
กแสดงด้
วยกั
นที
่
ได้
ชี
้
แนะความรู
้
) และครู
พั
กลั
กจํ
า (หมายถึ
ง วิ
ชาความรู
้
ที
่
จดจํ
าหรื
อแอบเรี
ยนรู
้
มาจากผู
้
อื
่
น) การบู
ชาครู
เพื
่
อ ตั
้
งใจระลึ
กถึ
งครู
ทั
้
ง ๔ ความหมาย ในขณะที
่
ทํ
าการไหว้
ครู
ผู
้
บู
ชา จะระลึ
กถึ
งคุ
ณความดี
ระลึ
กถึ
งความเมตตาที
่
ครู
ได้
สอนวิ
ชาความรู
้
ให้
แม้
คนที
่
ได้
แอบเรี
ยนความรู
้
มาจากเขาต้
องขอบคุ
ณ
และขอสมาอภั
ยด้
วย เป็
นการสอนให้
รู
้
จั
กบุ
ญคุ
ณคนและรู
้
จั
กเคารพในสิ
ทธิ
์
ของผู
้
อื
่
น การบู
ชาครู
จะ
ทํ
าต่
อจากการปลู
กโรง หั
วหน้
าคณะหรื
อนายโรง จุ
ดธู
ปเที
ยนบู
ชาครู
๓.๓.๑.๓ การโหมโรง หมายถึ
ง เพลงที
่
ใช้
บรรเลงเป็
นอั
นดั
บแรก ก่
อนที
่
จะมี
การแสดงมหรสพต่
าง ๆ โบราณจารย์
ได้
นํ
าเพลงหน้
าพาทย์
หลายๆ เพลง มาเรี
ยบเรี
ยงและบรรเลง
ติ
ดต่
อกั
น แต่
ละเพลงมี
ความหมายในทางศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
เพลงโหมโรงลั
กษณะนี
้
ใช้
สํ
าหร ั
บวงปี
่
พาทย์
โดยเฉพาะ เช่
น โหมโรงเทศน์
โหมโรงโขน โหมโรงละคร (ณรงค์
ชั
ย ปิ
ฎกร ั
ชต์
, ๒๕๔๒ : ๓๐๒-
๓๐๓) โดยมี
ความหมายเป็
น ๓ ประการ คื
อ ประการที
่
๑ เป็
นการไหว้
ครู
ทางดนตรี
ประการที
่
๒
เป็
นการปร ั
บเสี
ยงดนตรี
และมื
อผู
้
เล่
นให้
เข้
ากั
น (ผู
้
เล่
นอยู
่
ต่
างคณะมาเล่
นรวมกั
น) ประการที
่
๓ เพื
่
อ
เป็
นการประกาศให้
คนทั
่
วไปทราบว่
าที
่
นี
้
มี
ละคร และใกล้
เวลาที
่
จะเริ่
มแสดงแล้
ว อมรา กลํ
่
าเจริ
ญ
(๒๕๓๗ : ๘๖) กล่
าวถึ
ง การโหมโรงของละครชาตรี
จะโหมโรงด้
วยปี
่
พาทย์
ชาตรี
ประกอบด้
วย ปี
่
โทนชาตรี
กลองชาตรี
ฆ้
องคู
่
ฉิ่
ง กร ั
บคู
่
(ไม้
ไผ่
) ก่
อนการแสดงละคร ปี
่
พาทย์
ชาตรี
จะโหมโรงเป็
น ๒
ช่
วง ในช่
วงที
่
๑ จะทํ
าต่
อจากพิ
ธี
บู
ชาครู
การโหมโรงช่
วงที
่
๒ จะเริ่
มเวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น.