ศิ
ลปะการต่
อสู
้
ป้
องกั
นตั
วแบบไทย: คุ
ณค่
าแท้
และกระบวนการถ่
ายทอด กรณี
ศึ
กษาครู
วิ
ชิ
ต ชี
้
เชิ
ญ
149
ภาษาที่
สาม และเทคโนโลยี
การสื่
อสารสารสนเทศ) กลุ
่
มวิ
ชาสร้
างเสริ
มสุ
ขภาวะกาย-จิ
ต กิ
จกรรม
ฝึ
กฝนจริ
ยธรรมและวิ
นั
ย และการศึ
กษาภาคสนาม
การพั
ฒนาครู
ครู
เป็
นปั
จจั
ยสํ
าคั
ญอั
นดั
บแรกของวิ
ถี
การเรี
ยนรู
้
ของโรงเรี
ยนรุ
่
งอรุ
ณ โรงเรี
ยนรุ ่
งอรุ
ณ
คั
ดเลื
อกครู
ที่
มี
วุ
ฒิ
การศึ
กษาเฉพาะในแต่
ละสาขาวิ
ชาซึ
่
งไม่
จํ
าเป็
นต้
องจบคณะครุ
ศาสตร์
หรื
อศึ
กษา-
ศาสตร์
โดยคั
ดเลื
อกจากการสั
มภาษณ์
และการทดลองสอน ในส่
วนของการพั
ฒนาครู
นั
้
นจะเน้
นที่
การฝึ
กฝนครู
จากการทํ
างานจริ
ง (0n-the-Job Training) โดยมี
ครู
พี่
เลี
้
ยงและครู
ใหญ่
เป็
นผู
้
ให้
คํ
าแนะนํ
า
กิ
จกรรมพั
ฒนาครู
สามารถแบ่
งออกเป็
น 5 ประเภทหลั
กดั
งนี
้
:
1)
การอบรมจากการทํ
างานจริ
ง
ตั
้
งแต่
ในขั
้
นออกแบบหน่
วยการเรี
ยนรู
้
การทํ
างานเป็
น
ที
ม และการจั
ดการความรู
้
ระหว่
างปี
การศึ
กษา
2)
การอบรมโดยกลุ
่
มผู
้
บริ
หารของโรงเรี
ยน
เน้
นการอบรมเพื่
อย ํ
้
าเตื
อนครู
ในแนวทาง
การศึ
กษาของโรงเรี
ยน เช่
น วิ
สั
ยทั
ศน์
ของโรงเรี
ยน การแลกเปลี่
ยนและสาธิ
ตวิ
ธี
การสอน รวมทั
้
งการ
อบรมจากครู
บาอาจารย์
และปราชญ์
ในสาขาวิ
ชาต่
างๆ
3)
การเจริ
ญสติ
ภาวนาและการปฏิ
บั
ติ
ธรรม
ถื
อเป็
นสิ ่
งสํ
าคั
ญที่
ขาดไม่
ได้
ในการอบรม
ครู
เพราะที่
จะทํ
าให้
ครู
เป็
นผู
้
ที่
มี
สติ
รั
บรู
้
เรื่
องราวตามความเป็
นจริ
ง และเป็
นที่
พึ
่
งของตนเองได้
ในที่
สุ
ด
4)
งานจิ
ตอาสา
เป็
นโครงการอาสาสมั
ครบํ
าเพ็
ญประโยชน์
ที่
พาครู
ไปเรี
ยนรู
้
จาก
สถานการณ์
ที่
เกิ
ดขึ
้
นจริ
งในสั
งคม เกิ
ดปฏิ
สั
มพั
นธ์
กั
บชุ
มชน และสร้
างเสริ
มทานบารมี
เช่
น การ
ช่
วยเหลื
อผู
้
ประสบภั
ยสึ
นามิ
ภั
ยโคลนถล่
มที่
อุ
ตรดิ
ตถ์
และภั
ยนํ
้
าท่
วมที่
อยุ
ธยา เป็
นต้
น
5)
การอบรมเชิ
งวิ
ชาชี
พ
การอบรมทั
้
งภาคทฤษฎี
และภาคปฏิ
บั
ติ
ที่
เกี่
ยวข้
องกั
บสาระวิ
ชา
ที่
ครู
ดู
แล เช่
น การอบรม Brain-Based Learning การใช้
ดนตรี
ในการพั
ฒนาเด็
กเล็
ก ฯลฯ เพื่
อเปิ
ดรั
บ
แนวคิ
ด ทั
กษะ และศาสตร์
ต่
างๆ อยู
่
เสมอ
วิ
ชาพลศึ
กษาที่
โรงเรี
ยนรุ
่
งอรุ
ณ
แนวคิ
ดสํ
าคั
ญ
“การสอนวิ
ชาพลศึ
กษา ครู
ต้
องเข้
าใจสิ
่
งที่
สอนว่
าจะสอนอะไร สอนทํ
าไม และตระหนั
กว่
า
เด็
กแต่
ละคนมี
ความแตกต่
างกั
น ต้
องดึ
งความเชื่
อมั ่
นศรั
ทธาที่
เด็
กมี
ต่
อครู
ออกมา โดยครู
ต้
องใช้
ความ
เมตตา และหาวิ
ธี
การที่
จะเอื
้
อให้
เด็
กได้
ปฏิ
บั
ติ
และเข้
าใจถึ
งคุ
ณค่
าของการเรี
ยนรู
้
โดยครู
เปรี
ยบเสมื
อนผู
้
แนะนํ
ามิ
ใช่
ผู
้
บอกหรื
อสั
่
งให้
ทํ
า เพื่
อที่
เด็
กจะสามารถเข้
าสู
่
วิ
ธี
การค้
นพบด้
วยตั
วเด็
กเอง”