54
...อพยพเข้
าประเทศมาเลเซี
ยโดยทางเรื
อ ประเภทเสื่
อผื
นหมอนใบ พ่
อเคยเล่
า
ให้
ฟั
งว่
า การเดิ
นทางจากกู่
เถี
ยนไปที่
ท่
าเรื
อ มหาเหว่
ย เมื
องฝู
โจว ระยะทางเกื
อบ
200 กิ
โลเมตร จะเดิ
นด้
วยเท้
า ใช้
เวลาเดิ
นเป็
นแรมเดื
อน ต้
องเดิ
นผ่
านภู
เขาลู
กแล้
ว
ลู
กเล่
า เมื
่
อขึ้
นบนเรื
อแล้
วถ้
าคนไหนอ่
อนแอ เรื
อเจอพายุ
จะเกิ
ดอาการเมาเรื
อและ
เป็
นไข้
จนเสี
ยชี
วิ
ตไปก็
มาก มั
นโหดและไร้
ความปราณี
แต่
ทุ
กคนก็
สู้
ด้
วยใจที่
แน่
วแน่
เพื่
อหวั
งชี
วิ
ตที่
ดี
กว่
าในอนาคต…
19
เมื่
อแรกเริ่
มโครงการตั้
งเป้
าหมายไว้
ในการเพาะปลู
กข้
าว ทว่
าผลผลิ
ตข้
าวกลั
บไม่
ได้
น่
าพึ
ง
พอใจ ต่
อมาจึ
งเริ่
มให้
มี
การปรั
บเปลี่
ยนทิ่
ดิ
นไปปลู
กยางพารา พื
ชเศรษฐกิ
จตั
วใหม่
แทนในพื้
นที่
บริ
เวณ
ดั
งกล่
าว ซึ่
งในระหว่
างการรอการเก็
บเกี่
ยวผลผลิ
ตชาวฮกจิ
วต้
องเผชิ
ญกั
บความยากลํ
าบากอย่
างมาก
เนื่
องจากยางพาราต้
องใช้
เวลาประมาณ 6- 7 ปี
กว่
าต้
นจะโตพอกรี
ดเก็
บน้ํ
ายางได้
ซึ่
งในระหว่
างนั้
น
พวกเขาต้
องอาศั
ยปลู
กข้
าวและเลี้
ยงหมู
เพื่
อประทั
งชี
วิ
ต
จนในพ.ศ.2458 ยางพาราเก็
บเกี่
ยวผลผลิ
ตได้
อย่
างเป็
นกอบเป็
นกํ
า ทํ
าให้
ชุ
มชนชาวจี
นฮกจิ
ว
ในบริ
เวณนั้
นต่
างเริ่
มมี
ความเป็
นอยู่
ที่
ดี
ขึ
้
นตามไป และคงมี
การชั
กชวนชาวจี
นฮกจิ
วให้
เข้
ามาอาศั
ยอยู่
ร่
วมกั
นในเมื
องนี้
*
ย่
อมทํ
าให้
มี
ชาวจี
นฮกจิ
วจํ
านวนเพิ่
มมากขึ้
นไปด้
วย
ทว่
าการเพิ่
มจํ
านวนขึ้
นของกลุ่
มชาวจี
นที่
อาศั
ยอยู่
ในเมื
องซิ
เที
ยวั
น ต้
องเผชิ
ญกั
บภาวะการ
ขาดแคลนที่
ดิ
นทํ
ากิ
น เนื่
องจากรั
ฐบาลมาเลเซี
ยสงวนที่
ดิ
น
20
สํ
าหรั
บชาวมลายู
ซึ่
งเป็
นชาวพื้
นเมื
อง
19
สุ
รชาติ
ชื่
นโชคสั
นต์
. (2553). คุ
ณสุ
เทพ ล่
องดุ
ริ
ยางค์
ใน
ตํ
านานเสื่
อผื
นหมอนใบสุ
ดยอดหั
วใจคนสู้
ชี
วิ
ต
. หน้
า 247.
*
ด้
วยว่
าในกลุ่
มชาวจี
นนั้
นมั
กมี
การแบ่
งกลุ่
มกั
นโดยใช้
สํ
าเนี
ยงการพู
ดเป็
นสํ
าคั
ญ พู
ดภาษาสํ
าเนี
ยงเดี
ยวกั
น
จึ
งเป็
นเหมื
อนกั
บพวกเดี
ยวกั
นเป็
นหลั
กประกั
นพึ่
งพาอาศั
ยกั
นในยามอยู่
ต่
างถิ่
นได้
เป็
นอย่
างดี
ซึ่
งตั
วอย่
างเห็
นได้
ใน
ชาวจี
นในสั
งคมไทยที่
มี
ชาวจี
นสํ
าเนี
ยงแต้
จิ๋
วเป็
นคนกลุ่
มใหญ่
ทั้
งที่
หากพิ
เคราะห์
กั
นแล้
วชาวจี
นสํ
าเนี
ยงแต้
จิ๋
วใน
ประเทศจี
นเองกลั
บเป็
นคนกลุ่
มที่
มี
จํ
านวนน้
อย แต่
ที่
ชาวจี
นสํ
าเนี
ยงแต้
จิ๋
วเดิ
นทางเข้
าสู่
ประเทศไทยส่
วนหนึ่
งก็
คงเป็
น
ผลจากการขึ้
นครองราชย์
ของสมเด็
จพระเจ้
ากรุ
งธนบุ
รี
หรื
อพระเจ้
าตากสิ
น แห่
งกรุ
งธนบุ
รี
หลั
งการเสี
ยกรุ
งศรี
อยุ
ธยา
ครั้
งที่
2 พระองค์
เองมี
เชื้
อสายจี
นแต้
จิ๋
วทางพระราชบิ
ดา
20
อั
งกฤษก็
มี
ความต้
องการให้
ชาวมลายู
ดํ
ารงชี
พด้
วยการประกอบอาชี
พแบบดั้
งเดิ
ม เห็
นได้
จากการออก
กฎหมายคุ้
มครองและสงวนที่
ดิ
นให้
แก่
ชาวมลายู
ค.ศ.1913 (Reservation Enactment) กฎหมายฉบั
บนี้
กํ
าหนดให้
ชาวมลายู
ผู
กติ
ดอยู่
กั
บที่
ดิ
นในชนบทและประกอบอาชี
พเกษตรกรรม โดยอั
งกฤษตระหนั
กถึ
งปั
ญหาการสู
ญเสี
ยที่
ดิ
น
ให้
แก่
ชาวต่
างชาติ
กลุ่
มอื่
น อย่
างไรก็
ตามกฎหมายดั
งกล่
าวก็
เป็
นการสงวนที่
ดิ
นซึ่
งยั
งไม่
มี
ผู้
ถื
อครอง หรื
อเป็
นที่
ดิ
นใหม่
ซึ่
งมี
สภาพเป็
นป่
ารกร้
างและไม่
มี
ความอุ
ดมสมบู
รณ์
นอกจากนี้
ยั
งยกเว้
นที่
ดิ
นซึ่
งมี
แร่
ธาตุ
ให้
จั
ดอยู่
นอกการสงวน (ชาว
อั
งกฤษและชาวจี
นจึ
งมี
สิ
ทธิ
ครอบครองที่
ดิ
นซึ่
งมี
คุ
ณค่
าทางเศรษฐกิ
จได้
) แม้
ว่
ากฎหมายดั
งกล่
าวเอื้
อประโยชน์
ในการ
คุ้
มครองและสงวนที่
ดิ
นให้
แก่
ชาวมลายู
แต่
ก็
เป็
นที่
ดิ
นที่
มิ
ได้
มี
คุ
ณค่
าทางเศรษฐกิ
จเท่
าใดนั
ก (กรุ
ณา กาญจนประภา