บทที่
5
กระบวนการปรั
บตั
วของชุ
มชนชาวสวนยางพาราจากวิ
ถี
พอเพี
ยง
สู
่
การผลิ
ตแบบทุ
นนิ
ยม
ชุ
มชนชาวสวนยางพาราราในอดี
ตไม่
แตกต่
างจากสั
งคมเกษตรของไทยโดยทั
่
วไปคื
อมี
วิ
ถี
ความเป็
นอยู
่
ภายใต้
การผลิ
ตแบบพอเพี
ยงพึ
่
งพิ
งธรรมชาติ
เป็
นสํ
าคั
ญ ต่
อมาเมื่
อเริ ่
มเรี
ยนรู
้
ใน
การสร้
างปั
จจั
ยขึ
้
นเองเพื่
อการดํ
ารงชี
พแทนการพึ
่
งพิ
งธรรมชาติ
วิ
ถี
การผลิ
ตแบบพอเพี
ยงจึ
งถู
ก
ผนวกเข้
ากั
บวิ
ถี
การผลิ
ตเพื่
อการค้
าในระบบทุ
นนิ
ยม ซึ
่
งการปรั
บเปลี่
ยนดั
งกล่
าวย ั
งผลทํ
าให้
เกิ
ด
การเปลี่
ยนแปลงขึ
้
นกั
บระบบเศรษฐกิ
จชุ
มชนในมิ
ติ
ต่
าง ๆ ตามมา หากแต่
การเปลี่
ยนแปลงที่
เกิ
ดขึ
้
นไม่
ได้
เป็
นการแทนที่
วิ
ถี
การผลิ
ตเดิ
มด้
วยวิ
ถี
การผลิ
ตใหม่
อย่
างสิ
้
นเชิ
งในทั
นที
แต่
ได้
เกิ
ด
การปะทะประสานระหว่
างวิ
ถี
การผลิ
ตแบบเดิ
มในชุ
มชนกั
บวิ
ถี
การผลิ
ตแบบใหม่
ซึ
่
งการ
เปลี่
ยนแปลงดั
งกล่
าวเป็
นไปตามกลไกวิ
ถี
การผลิ
ตของระบบสั
งคมทุ
นนิ
ยมที่
สร้
างส่
วนเกิ
นและ
ความเหลื่
อมลํ
้
าทางเศรษฐกิ
จ ทั
้
งย ั
งส่
งผลเข้
ามาแทรกซึ
มและครอบง ํ
าระบบความสั
มพั
นธ์
ของ
ชุ
มชนที่
ดํ
ารงอยู
่
ก่
อน ให้
มี
ความโน้
มเอี
ยงไปสู
่
ความเป็
นสั
งคมเชิ
งพาณิ
ชย์
มากยิ ่
งขึ
้
น
การนํ
าเสนอผลการวิ
จั
ยในประเด็
น กระบวนการปรั
บตั
วของชุ
มชนชาวสวนยางพารา
ท่
ามกลางการ เปลี่
ยนแปลงจากวิ
ถี
การผลิ
ตแบบพอ เ พี
ยงสู
่
ระบบทุ
นนิ
ยมของชุ
มชน
ไม้
เรี
ยงแบ่
งออกเป็
น 3 ระยะ ตามปรากฏการณ์
จริ
งที่
เกิ
ดขึ
้
น คื
อ
1. ชุ
มชนชาวสวนยางพารากั
บวิ
ถี
การผลิ
ตแบบพอเพี
ยง ก่
อนปี
พ.ศ. 2504
2. ชุ
มชนชาวสวนยางพาราในช่
วงเวลาของการเปลี่
ยนผ่
านเข้
าสู
่
ระบบทุ
นนิ
ยม
(พ.ศ. 2504 – 2540)
3. ชุ
มชนชาวสวนยางพารากั
บระบบเศรษฐกิ
จชุ
มชน (พ.ศ. 2540 -2551)
ชุ
มชนชาวสวนยางพารากั
บวิ
ถี
การผลิ
ตแบบพอเพี
ยง ในช่
วงก่
อนปี
พ.ศ. 2504 ซึ
่
ง
เป็
นช่
วงแรก ของการนํ
ายางพาราเข้
ามาปลู
กในชุ
มชน เพี
ยงเพื่
อเสริ
มรายได้
ให้
แก่
ชุ
มชน ทั
้
งนี
้
เพราะในขณะนั
้
นชุ
มชนสามารถดํ
ารงอยู
่
ได้
ด้
วยการพึ
่
งพาแลกเปลี่
ยนกั
นภายในชุ
มชน และเป็
น
อิ
สระทางเศรษฐกิ
จ ต่
อมาเมื่
อชุ
มชนชาวสวนยางพาราเปลี่
ยนผ่
านเข้
าสู
่
ระบบทุ
นนิ
ยม
(พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2540) ซึ
่
งเป็
นช่
วงระยะเวลาที่
เริ
่
มนํ
าแผนพั
ฒนาเศรษฐกิ
จ ฯ เข้
ามาใช้
ใน
สั
งคมไทย วิ
ถี
การผลิ
ตในชุ
มชนเริ
่
มให้
ความสํ
าคั
ญกั
บรายได้
ที่
เป็
นตั
วเงิ
นมากขึ
้
น อี
กทั
้
งภาครั
ฐมี