๒. ภาครั
ฐและชุ
มชนควรมี
สํ
วนรํ
วมกั
นจั
ดสั
มมนาเกี่
ยวกั
บ “การพั
ฒนาที่
ยั่
งยื
น” ในหลายลั
กษณะ เชํ
น
๒.๑ การทํ
าธุ
รกิ
จแบบ CSR (Corporate Social Responsibility)
๒.๒ การค๎
าขายโดยยึ
ดหลั
กปรั
ชญาเศรษฐกิ
จพอเพี
ยง
๒.๓ บทบาทหน๎
าที่
ของชุ
มชนตํ
อประชาคม
ข้
อเสนอแนะในการทาวิ
จั
ย
๑. ในการทํ
าวิ
จั
ยครั้
งตํ
อไปควรศึ
กษาในเรื่
องดั
งตํ
อไปนี้
๑.๑ ศึ
กษาสถานการณ์
ปั
ญหาของชุ
มชนตลาดสามชุ
ก
๑.๒ ศึ
กษาปั
จจั
ยเงื่
อนไขที่
กํ
อให๎
เกิ
ดปั
ญหาของชุ
มชนตลาดสามชุ
ก
๑.๓ ศึ
กษาผลกระทบที่
เกิ
ดขึ้
นจากปั
ญหาของชุ
มชนตลาดสามชุ
ก
๑.๔ ศึ
กษาแนวทางในการแก๎
ไขปั
ญหาของชุ
มชนตลาดสามชุ
กแบบยั่
งยื
น
๒. ควรมี
การศึ
กษาถึ
งแนวทางในการนํ
าหลั
กปรั
ชญาเศรษฐกิ
จพอเพี
ยงมาปรั
บประยุ
กต์
ใช๎
ใน
ชุ
มชนตลาดสามชุ
ก
๓. ควรนํ
าความรู๎
จากงานวิ
จั
ย เผยแพรํ
ให๎
กั
บ เด็
ก เยาวชน และคนในชุ
มชน ได๎
ตระหนั
กถึ
ง
ความสํ
าคั
ญของการมี
สํ
วนรํ
วมอยํ
างแท๎
จริ
งของคนในชุ
มชน เพื่
อสร๎
างจิ
ตสํ
านึ
กรั
กบ๎
านเกิ
ด และสร๎
างจิ
ต
สาธารณะของคนในสั
งคม
๔. หนํ
วยงานภาครั
ฐ ควรจะเข๎
ามาให๎
การสนั
บสนุ
นในการพั
ฒนาและแก๎
ไขปั
ญหาเพื่
อความ
ยั่
งยื
นของชุ
มชน
๕. หนํ
วยงานภาครั
ฐในระดั
บนโยบาย ควรจะได๎
มี
โอกาสเข๎
ามาศึ
กษาวิ
จั
ยรํ
วมกั
บชุ
มชน จะทํ
า
ให๎
ได๎
องค์
ความรู๎
ไปขยายผลการดํ
าเนิ
นงานที่
มี
ความชั
ดเจน ถู
กทิ
ศทางมากขึ้
น
๖. นํ
าองค์
ความรู๎
ในการพั
ฒนาชุ
มชนไปเผยแพรํ
ให๎
กั
บชุ
มชนอื่
น เพื่
อพั
ฒนาและประยุ
กต์
ใช๎
ให๎
เหมาะสมกั
บชุ
มชนของตนเองตํ
อไป
๗. ชุ
มชนควรศึ
กษาแนวทางการป้
องกั
นการลํ
มสลายทางเศรษฐกิ
จ สั
งคม และวั
ฒนธรรม เพื่
อ
นํ
าไปสูํ
การพั
ฒนาที่
ยั่
งยื
น
ข้
อจากั
ดในการวิ
จั
ย
ชุ
มชนฯ ไมํ
สามารถทํ
าการวิ
จั
ยเต็
มรู
ปแบบได๎
เนื่
องจากชุ
มชนฯ เป็
นนั
กปฏิ
บั
ติ
การและไมํ
ได๎
ผํ
าน
กระบวนการเรี
ยนรู๎
การทํ
าวิ
จั
ยมากํ
อน แตํ
ก็
ได๎
พยายามสื่
อสารประสบการณ์
การทํ
างานผํ
านแนวคิ
ด ทฤษฎี
ที่
สอดคล๎
องกั
บกิ
จกรรมของชุ
มชนเทํ
าที่
จะทํ
าได๎
เพื่
อให๎
ได๎
ความรู๎
ที่
จะนํ
าไปใช๎
ประโยชน์
กั
บสั
งคมสํ
วนรวมอยํ
าง
เป็
นรู
ปธรรมที่
ชั
ดเจนยิ่
งขึ้
น
การศึ
กษาภู
มิ
หลั
งทางประวั
ติ
ศาสตร์
กระบวนการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมและวั
ฒนธรรม : กรณี
ศึ
กษาชุ
มชนตลาดสามชุ
ก
๒๐๗