๑
.
ยุ
คบุ
กเบิ
ก
(พ.ศ. ๒๔๖๐ - สงครามโลกครั้
งที่
๒)
ผู๎
นํ
าในยุ
คบุ
กเบิ
กเป็
นเถ๎
าแกํ
รายใหญํ
มี
ฐานะเป็
น “เจ๎
าของตลาด” ได๎
แกํ
เถ๎
าแกํ
หุ
ย แซํ
เฮง (ขุ
น
จํ
านงจี
นารั
กษ์
) เถ๎
าแกํ
เบี้
ยว แซํ
เจ็
ง และเถ๎
าแกํ
เนี้
ยม แซํ
โค๎
ว ผู๎
นํ
าทั้
ง ๓ คนนี้
เป็
นชาวจี
น ที่
มี
บทบาทในชุ
มชน
ตํ
างถ๎
อยที
ถ๎
อยอาศั
ยกั
น จะเห็
นได๎
จากการที่
บุ
คคลทั้
ง ๓ เป็
นผู๎
ทํ
าหน๎
าที่
อั
ญเชิ
ญ เถ๎
าธู
ปจากศาลเจ๎
าพํ
อหลั
กเมื
อง
สุ
พรรณบุ
รี
มาทํ
าพิ
ธี
สร๎
างศาลเจ๎
าพํ
อหลั
กเมื
องสามชุ
กรํ
วมกั
น และเคารพบู
ชาเจ๎
าพํ
อองค์
เดี
ยวกั
น การสร๎
างศาลเจ๎
า
พํ
อฯ ประจํ
าตลาดนี้
นั
บเป็
นจุ
ดรวมความศรั
ทธาที่
ยึ
ดโยงชุ
มชนตลาดสามชุ
กไว๎
ด๎
วยกั
นทุ
กยุ
คทุ
กสมั
ย
ระบบความสั
มพั
นธ์
ในชุ
มชนแม๎
วํ
าผู๎
นํ
าเหลํ
านี้
จะนั
บถื
อเจ๎
าพํ
อหลั
กเมื
ององค์
เดี
ยวกั
น จะรํ
วม
กิ
จกรรมเดี
ยวกั
น ก็
มิ
ได๎
หมายความวํ
าจะมี
ความคิ
ดเห็
นหรื
อทั
ศนคติ
ไปในทิ
ศทางเดี
ยวกั
น เนื่
องจากมี
บุ
คลิ
กที่
แตกตํ
างกั
น เชํ
น ขุ
นจํ
านงจี
นารั
กษ์
เป็
นคนใจดี
ใจกว๎
าง ทํ
าหน๎
าที่
เก็
บภาษี
เหล๎
า สุ
รา ฝิ่
น เป็
นผู๎
ที่
นิ
ยมชมชอบ
ผู๎
นํ
าของประเทศไต๎
หวั
น สํ
วนเถ๎
าแกํ
เบี้
ยว เป็
นผู๎
ที่
มี
บริ
วารมาก นิ
ยมชมชอบ ผู๎
นํ
าการปฏิ
วั
ติ
ของจี
นในยุ
คเดี
ยวกั
น
ทั้
งขุ
นจํ
านงฯ และเถ๎
าแกํ
เบี้
ยว มี
ทั
ศนคติ
ไมํ
ตรงกั
นมี
ความคิ
ดเห็
นขั
ดแย๎
งกั
นเสมอ แตํ
ก็
แสดงออกอยํ
างเปิ
ดเผย
ตรงไปตรงมาตํ
างคนตํ
างวิ
พากษ์
ในพื้
นที่
สาธารณะ (ภายในตลาด) โดยไมํ
เป็
นปฏิ
ปั
กษ์
ตํ
อกั
น เพราะถื
อวํ
าตํ
างคน
ตํ
างทํ
าหน๎
าที่
ตามสิ
ทธิ
ขั้
นพื้
นฐาน โดยไมํ
ไปละเมิ
ดสิ
ทธิ
ผู๎
อื่
น นั
บเป็
นการเคารพกติ
กาในการอยูํ
รํ
วมกั
น
ความสั
มพั
นธ์
ดั
งกลํ
าวนี้
แสดงให๎
เห็
นวํ
าชุ
มชนตลาดสามชุ
ก มี
พื้
นฐานของความสามารถที่
อยูํ
รํ
วมกั
นได๎
ทํ
ามกลาง
ความคิ
ดเห็
นที่
แตกตํ
างกั
น
ระบบความสั
มพั
นธ์
อี
กอยํ
างหนึ่
ง ที่
พบในเวลานั้
นคื
อ ระบบอุ
ปถั
มภ์
เนื่
องจากโครงสร๎
างทางสั
งคม
ของชุ
มชนตลาดสามชุ
กในขณะนั้
น มี
ทั้
งข๎
าราชการ เจ๎
าของที่
ดิ
น เจ๎
าของตลาด ด๎
วยโครงสร๎
างเหลํ
านี้
จํ
าเป็
นต๎
องมี
บริ
วาร (ลู
กน๎
อง) ลู
กนา ลู
กหนี้
ซึ่
งจะต๎
องมี
การโยงใยความสั
มพั
นธ์
ตามระบบอุ
ปถั
มภ์
เพื่
อเกื้
อกู
ลให๎
บรรดาบริ
วารและสมาชิ
กในระบบ ให๎
สามารถดํ
ารงอยูํ
ได๎
และทํ
าหน๎
าที่
สนั
บสนุ
นการดํ
าเนิ
นธุ
รกิ
จเหลํ
านั้
น
นอกจากความสั
มพั
นธ์
ของผู๎
นํ
าดั
งกลํ
าวแล๎
วยั
งพบวํ
า การรวมกลุํ
มของชุ
มชนตาม “พื้
นที่
สาธารณะ”
เชํ
นบริ
เวณศาลาทํ
าน้ํ
า ร๎
านกาแฟ มี
การพบปะพู
ดคุ
ยสนทนาถกเถี
ยง แลกเปลี่
ยนความคิ
ดกั
น บางกลุํ
มก็
จั
บกลุํ
ม
เลํ
นดนตรี
กั
นในตลาด การรวมกลุํ
มนี้
เกิ
ดขึ้
นเป็
นประจํ
า จนเป็
นวิ
ถี
ชี
วิ
ตสํ
วนหนึ่
งของชุ
มชนตลาดสามชุ
ก การ
รวมกลุํ
มในลั
กษณะนี้
แม๎
มิ
ได๎
มี
วั
ตถุ
ประสงค์
ที่
ชั
ดเจนในการที่
จะดํ
าเนิ
นกิ
จกรรมใดกิ
จกรรมหนึ่
ง แตํ
ก็
ทํ
าให๎
เกิ
ด
การรวมตั
วขึ้
นตามธรรมชาติ
เป็
นการสื่
อสารที่
ทํ
าให๎
เกิ
ดการแลกเปลี่
ยนความคิ
ดเห็
นกั
นโดยสื่
อบุ
คคล ซึ่
งจะทํ
า
การศึ
กษาภู
มิ
หลั
งทางประวั
ติ
ศาสตร์
กระบวนการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมและวั
ฒนธรรม : กรณี
ศึ
กษาชุ
มชนตลาดสามชุ
ก
๑๖๔